Sarapanfax Community
December 22, 2014, 06:16:02 pm *
Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length
News:
 
  Home Help Search Login Register  
  Show Posts
Pages: [1] 2
1  หมวดหมู่ทั่วไป / ข่าว ประกาศ จาก SarapanFax.com / ฉลองครบรอบ 5 ปี บริการรับ-ส่งแฟกซ์ ผ่านอินเตอร์เน็ต จากสารพันแฟกซ์ดอทคอม on: November 01, 2012, 07:40:13 pm
ฉลองครบรอบ 5 ปี บริการรับ-ส่งแฟกซ์ ผ่านอินเตอร์เน็ต จากสารพันแฟกซ์ดอทคอม


      สารพันแฟกซ์ดอทคอม www.sarapanfax.com เปิดให้บริการตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 จนถึงบัดนี้ เป็นเวลา 5 ปี ที่เราเปิดให้บริการ รับ-ส่ง แฟกซ์ ผ่านอินเตอร์เน็ต เรารู้สึกขอบคุณ และยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้รับโอกาส ให้บริการเพื่อลดต้นทุน แก่ลูกค้าทุกท่าน  เราขอกราบขอพระคุณต่อความไว้วางใจของลูกค้าทุกท่านที่มีให้เราเสมอมา

เราจึงขอแจ้งให้ทราบว่า ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษจิกายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป เราจะเพิ่มการทดลองใช้งานฟรีสำหรับลูกค้าใหม่



Quote
เพียงกรอก รหัสตัวแทนขาย (Sale Code)
ส่งแฟกซ์ฟรี 10 ครั้ง  รับแฟกซ์ฟรี 1 เดือน


สำหรับลูกค้าเก่า เราจะเพิ่มมูลค่าสะสม 16 บาท ให้ลูกค้าของ Sarapanfax.com ทุกท่าน
และเพิ่มจำนวนวันรับแฟกซ์ 16 วัน สำหรับลูกค้า ที่เบอร์ต่อยังไม่หมดอายุ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2555 ทุกท่าน เช่นกัน


สมัครที่นี่

ด้วยความเคารพอย่างสูง
สารพันแฟกซ์ดอทคอม
2  หมวดหมู่ทั่วไป / ห้องพูดคุย ทั่วไป / การส่งแฟกซ์ ไม่แพงและยุ่งยาก อย่างที่คิด on: July 09, 2012, 11:15:41 am
หากใช้ www.sarapanfax.com เทคโนโลยีใหม่ของการส่งแฟกซ์




    • ส่ง แค่ครั้งละ 2 บาทไม่ผ่านไม่คิดเงิน (ช่วง สามทุ่ม ถึง ตีห้า เหลือ 1.5 บาท) ทั่วประเทศไทย จึง ลดต้นทุนได้มากกว่า 30-90%
    • ใส่เบอร์ที่ต้องการทั้งหมด กดส่งครั้งเดียว ยิ่งส่งมาก ยิ่งลดงานมาก
    • ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม ให้บริการ 24 ชั่วโมง
    • สมัครฟรี ผ่านหน้าเว็บได้ทันทีวันนี้ส่งแฟกซ์ได้ฟรี 2 ครั้ง สมัครเลย >คลิก<
    • สอบถามเพิ่มเติมโทร 0868566670 หรือ admin@sarapanfax.com



    แฟกซ์ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ยังได้รับความนิยมอยู่มากในปัจจุบันแม้ว่านะมี e-mail แล้วก็ตาม เพราะ แฟกซ์ มีความน่าเชื่อถือ และเป็นทางการมากกว่าแต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแฟกซ์ทั่วไปยังคงมาราคาสูง และยังส่งยากอยู่มาก

    ดังนั้น sarapanfax จึงคิดค้น เทคโนโลยีเพื่อลดงานลดต้นทุนของการส่งแฟกซ์ขึ้นในปี 2008



    ขอบคุณรูปภาพจาก https://encrypted-tbn0.google.com/im...ipVb62EBN1ckuA

    1. ลดต้นทุนการส่งแฟกซ์

    เหตุที่แฟกซ์ทั่วไปมีราคาสูงอยู่มากขั้น เพราะค่าบริการขึ้นอยู่กับค่าโทรศัทพ์บ้าน คือ ยิ่งไกล ยิ่งต้องจ่ายแพง อีกทั้งส่งไม่ผ่าน ก็ต้องจ่ายตังค์อยู่ดี ตามรูปที่ได้แสดงไว้ด้านล่าง


    sarapanfax จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนค่าส่งแฟกซ์นี้ขึ้น จนทำให้สามารถ ส่งแฟกซ์แค่ครั้งละ 2 บาท ไม่ว่าจะใกล้ หรือไกล ทั่วประเทศ ส่งไม่ผ่าน ไม่คิดตังค์



    ตารางเปรียบเทียบราคาส่งแฟกซ์ระหว่างแฟกซ์ทั่วไปกับ sarapanfax



    ทำให้เราสามารถลดต้นทุนได้ถึง 30-90% เลยทีเดียว


    2. ลดงานการส่งแฟกซ์

    นอกจากแฟกซ์ทั่วไปจะแพงมากแล้ว การส่งแฟกซ์ยังยุ่งยากอีกด้วย
    แสดงให้เห็นได้ จากการจำแนกขั้นตอนนการส่งแฟกซ์ดังนี้
    1.ใส่เอกสารเข้าไปในเครื่องแฟกซ์
    2.กดเบอร์ปลายทาง

    อาจจะเห็นว่าง่ายๆ ไม่มีได้ยุ่งยากอะไรมากมายสักหน่อย งั้นลองเพิ่มจำนวนเบอร์เข้าไป
    นะครับ ลองเพิ่มเป็น 10 ,100 และ 1,000 ดูนะครับ



    เปรียบเทียบกับ sarapanfax.com
    1.Browe เอกสารลงในเว็บ
    2. กรอกเบอร์ปลายทาง
    3. กด Submit




    เห็นได้ชัดเลยว่า ยิ่งส่งมา ยิ่งลดงานได้มาก


    ซึ่งปัจจุบันมีการใช้แฟกซ์เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการของตนเป็นจำนวนมาก อ่านได้ที่นี้

    แม้ว่าปัจจุบันจะมีแฟกซ์อัตโนมัติที่สามารถส่งแฟกซ์ได้ครั้งละมากๆ แล้วก็ตาม
    แต่คุณยังต้อง "จ่ายแพงอยู่ดี"


    จากปัญหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เอง เป็นเหตุให้เรา www.sarapanfax.com ได้คิดค้นและพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุนในการส่งแฟกซ์นี้ขึ้น ในปี 2008 (จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 5 ปี)

    Quote
    ส่งแฟกซ์ ที่ถูกที่สุดในประเทศไทย




      • ครั้งละ 2 บาท พิเศษช่วงเวลา สามทุ่ม - ตีห้า ลดเหลือครั้งละ 1.5 บาท
      • อัตราเดียวทั่วประเทศไทย
      • สามารถ ส่งแฟกซ์อัตโนมัติทีละหลายๆเบอร์ ได้
      • ช่วยประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลา

      เราเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทำให้สามารถส่งแฟกซ์ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ สมัครง่าย อธิบายทุกขั้นตอน สมัครฟรีได้ทันที ไม่มีค่าแรกเข้า เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต


      ขอบคุณรูปภาพจาก http://perrybelchersuccess.com/tag/success/

      ดังนั้น ให้โอกาสเราได้ ช่วยท่านลดต้นทุน และเพิ่มโอกาส ให้ท่านปิดการขายสำเร็จ ได้แล้ววันนี้ สมัครเลย >คลิก<

      Quote
      www.sarapanfax.com อยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท บิสิเนส อินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด


      3  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ on: July 01, 2012, 02:22:16 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!
      4  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: ประวัติความเป็นมา เกี่ยวกับ www.sarapanfax.com และองค์กร BIT on: July 01, 2012, 02:22:09 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!
      5  หมวดหมู่ทั่วไป / โปรโมชั่น และ แพคเกจ / Re: อัตราค่าบริการ รับ - ส่ง แฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ของ sarapanfax.com on: July 01, 2012, 02:21:54 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!

      6  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / Re: คำถาม-คำตอบ การใช้งาน on: July 01, 2012, 02:21:34 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!

      7  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / Re: วิธีการ สมัครสมาชิก เพื่อขอใช้บริการ on: July 01, 2012, 02:21:27 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!

      8  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / Re: วิธีการ ส่งแฟกซ์และรับแฟกซ์ เบื้องต้น ใน www.Sarapanfax.com on: July 01, 2012, 02:20:51 am

      ติดตามรับข่าวสารผ่านทาง Fanpage ของเราได้แล้ววันนี้
      Join Us On Facebook NOW!!!

      9  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / อัตราค่าบริการ รับ - ส่ง แฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ของ sarapanfax.com on: June 22, 2012, 09:06:13 pm
      Quote
        1. แพคเกจ ส่ง แฟกซ์ อย่างเดียว
        (หากชำระค่าบริการ จะได้รับมูลค่าสะสม เพื่อใช้ส่งแฟกซ์ครั้งละ 2 บาท พิเศษ 21.00 -05.00 น. ส่งครั้งละ 1.5 บาท)
        • 1.1 แพคเกจ s1 =>Web to Fax 100 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 107  บาท
          หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 100  บาท  ได้รับ มูลค่าสะสม 100  บาท
              เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว จำนวนน้อยๆ ส่งได้กว่า50 ครั้ง
        • 1.2 แพคเกจ s2 => Web to Fax 300 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 321  บาท
          หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 300  บาท ได้รับ มูลค่าสะสม 320  บาท
              เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว  จำนวนไม่มาก ไม่น้อย  หากเลือก แพคเกจนี้ รับฟรี 20 บาท
              รวมส่งได้ทั้งหมดกว่า 160 ครั้ง
        • 1.3 แพคเกจ s3  =>Web to Fax 500 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 535  บาท
          หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 500  บาท ได้รับ มูลค่าสะสม 550  บาท
              เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว จำนวนมาก หากเลือก แพคเกจนี้ รับฟรี 50 บาท
               รวมส่งได้ทั้งหมดไกว่า 275 ครั้ง

        Quote
        2. แพคเกจ รับ แฟกซ์ อย่างเดียว
        (หากชำระค่าบริการ จะได้รับ การต่ออายุ เบอร์รับแฟกซ์ ทำให้สามารถรับแฟกซ์ได้ ไม่จำกัดจำนวน)
        Quote
        • 2.1 แพคเกจ r1 => Fax to Email 6 Month : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 428 บาท
          หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 400 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 6 เดือน
              เหมาะสำหรับผู้ต้องการรับแฟกซ์ ไม่จำกัดจำนวน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
        • 2.2 แพคเกจ r2 => Fax to Email 1 year : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 642 บาท
          หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 600 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 1 ปี
              เหมาะสำหรับผู้ต้องการรับแฟกซ์ ไม่จำกัดจำนวน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
        หมายเหตุ ในกรณี เบอร์ต่อสวย จะ คิดค่าเบอร์ต่อ สวย  ถ้าไม่ใช้เลขในกลุ่มนี้ ไม่เสียค่าเบอร์ ไม่รวม กับ ค่าบริการใน Package
        โดยการส่งอีเมล์ แจ้งความจำนง โดยระบุเบอร์ต่อที่ท่านต้องการ ที่ admin@sarapanfax.com หากเบอร์ต่อไม่มีเจ้าของ ทางเราจะแจ้งกลับไป
        หากมีเจ้าของแล้วเราจะส่งเบอร์ต่อใกล้เคียง ไปให้ท่านเลือกอีกครั้ง ทดลองใช้  7  วัน ถ้าไม่ชำระ ค่าบริการ ระบบจะเก็บเบอร์คืน


        Quote
        1. ราคาเลขสวย  เบอร์ละ  300.-  ประกอบด้วยเลขดังนี้
        -      เลขเหมือน 3 ตัว เช่น 1555 หรือ 5551
        -      คู่เหมือน เช่น 1122 หรือ 1221
        -      เลขเรียง 3 ตัว เช่น 1345 ,1678 เป็นต้น

        2. ราคาเลขสวย เบอร์ละ  600.-  ประกอบด้วยเลขดังนี้
        -      เลขเรียง 4 ตัว เช่น 1234 ,2345 เป็นต้น
        -      เลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ 2 ตัว เช่น 1100 ,1200 เป็นต้น

        3. ราคาเลขสวย เบอร์ละ  900.-  ประกอบด้วย เลขดังนี้
        -          เลขเหมือน 4 ตัว เช่น 1111 ,2222 เป็นต้น
        -          เลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ 3 ตัว เช่น 1000 ,2000 เป็นต้น

        Quote
        3 แพคเกจทั้ง รับ - ส่ง แฟกซ์
        (หากชำระค่าบริการ จะได้รับ ทั้ง มูลค่าสะสมเพื่อส่งแฟกซ์ และ การต่ออายุเบอร์รับแฟกซ์ ด้วย
        หมายเหตุ กรณี มูลค่าสะสมหมดก่อน อายุเบอร์รับแฟกซ์ หากต้องการส่ง สามารถชำระบริการแฟกซ์เกจส่งแฟกซ์ อย่างเดียว ได้
                     กรณี เบอร์ต่อหมดอายุ แต่มูลค่าสะสมยังไม่หมด ไม่สามารถใช้มูลค่าสะสมต่ออายุเบอร์ต่อ
                     กรณี ซื้อแพคเกจนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าสะสม จะต่ออายุเบอร์รับแฟกซ์ตามแพคเกจนั้นด้วยทันที)

        Quote
        • 3.1 แพคเกจ m1 => Internet Fax Account 6 Month : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 631 บาท หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 590 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 6 เดือน และ ได้รับมูลค่าสะสม 300 บาท
              เพมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ทั้ง รับ และ ส่งแฟกซ์ หากซื้อแพคเกจนี้ จะถูกกว่า ชื้อแพคเกจแยก
        • 3.2 แพคเกจ m2 =>  Internet Fax Account 1 year : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 1,059 บาท หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 990 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์1 ปีและ ได้รับมูลค่าสะสม 600 บาท
               เพมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ทั้ง รับ และ ส่งแฟกซ์ หากซื้อแพคเกจนี้ จะถูกกว่า ชื้อแพคเกจแยก แพจเกจนี้ ถูกที่สุด

          ** เราจะออกไปกำกับภาษีให้ได้ โดยการดูจากยอดชำระเงินที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น

          เมื่อเลือกแพคเกจได้แล้ว กรุณาชำระเงิน >>อ่านวิธีชำระเงินที่นี้<<
          แจ้ง ยืนยันการชำระเงิน ทางหน้าเว็บ >>คลิก<< ( อ่านวิธีการชำระเงิน >>คลิก<< )
          ก็สามารถใช้งานได้ทันที
          [/list][/list]

          10  หมวดหมู่ทั่วไป / ห้องพูดคุย ทั่วไป / เลือกสื่อโฆษณาให้คุ้มที่สุด สำหรับสัมมนาของท่าน ต้องเลือก www.sarapanfax.com on: June 22, 2012, 05:53:25 pm

          ขอบคุณรูปภาพจาก http://solutions-for-schools.com/ricks-choice-2/

          เป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า หาก ต้องการผู้เข้าฟังสัมมนา ปริมาณมหาศาล อย่างสม่ำเสมอ แล้วล่ะก็ คุณจำเป็นต้อง ลงทุนเพื่อสื่อสาร ไปยังผู้คน ให้ได้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน มีเทคโนโลยีมากมาย ที่สามารถสื่อสารไปยังผู้คนจำนวนมากได้

          แล้ว ต้องเลือกอะไร ถึงจะคุ้มที่สุด?

              เนื่องจาก ข้อความ ที่สื่อไปยังผู้เข้าฟังสัมมนา มีการเปลี่ยนแปลงทุกเดือน ทำให้การใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ นั้น ไม่เหมาะสม เพราะ ไม่สามารถเปลี่ยนข้อความได้สะดวก ซ้ำยังราคาแพง ด้วย

          ผู้จัดสัมมนาบางท่าน จึงเลือกใช้ วิธีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่าน อีเมล์ เพราะ สามารถเปลี่ยนแปลง ข้อความ ในเอกสารได้สะดวก และ ราคาถูกมาก แต่ จุดเสิ่ยงร้ายแรง ของการใช้ อีเมล์โฆษณา คือ ทำให้ เอกสารลดความน่าเชื่อถือลง อย่างสูงมาก ซึ่งอาจ ส่งผลให้ ลูกค้าปฏิเสธ คุณไปตลอดกาล เลยก็เป็นได้


          ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.cartoonstock.com/directory/d/direct_marketing.asp

          จากปัญหานี้เอง ทำให้มี ผู้จัดสัมมนาจำนวนหนึ่ง เลือกใช้ แฟกซ์ ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกัน จุดเสี่ยงข้างต้น แม้ว่า แฟกซ์ จะมีราคาแพงกว่าอีเมล์ก็ตาม



          Quote
          แต่ปัจจุบัน การส่งแฟกซ์โดยใช้เครื่องแฟกซ์มีราคาสูงมาก เพราะ คิดค่าส่งเหมือน อัตราค่าโทรศัพท์บ้าน

          คือ ยิ่งไกลยิ่งแพง และคิดราคาต่อนาที นับจากโทรติด
          อีกด้วย

          เช่น ส่งเอกสาร 1 แผ่น จากกรุงเทพฯไปหาดใหญ่ ใช้เวลาอย่างต่ำ 3 นาที ค่าโทรนาทีละ 9 บาท
          รวมแล้ว เราต้องจ่ายถึง 27 บาท เลยทีเดียว


          ขอบคุณข้อความจาก http://www.onebridgewireless.com/blog/2010/08/default.aspx

          แม้ว่า ค่าใช้จ่ายจะสูงมาก อีกทั้ง ไม่สะดวกเลย (ต้องคอยใส่แผ่นกระดาษทีละแผ่น แล้วกดส่ง จำนวนหลายพันๆ เบอร์) ก็ตาม แต่ หลายบริษัท ยังเลือกใช้ วิธีการนี้ จนถึงปัจจุบัน  จึงเป็นข้อพิสูจน์ชัดว่า การใช้แฟกซ์โฆษณาประชาสัมพันธ์ นี้ได้ผลเป็นอย่างดี

          ด้วย ความต้องการส่งแฟกซ์ ให้ได้ปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่อง นี้เอง จึงได้เกิดเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหา นี้ขึ้น นั่นคือ  การส่งแฟกซ์อัตโนมัติ  โดย สามารถกรอกเบอร์แฟกซ์ปลายทาง ทีละหลายๆ เบอร์ แล้ว กดส่งทีเดียว ได้ ดังนั้นจึง ช่วยประหยัดเวลาได้อย่างมาก ซึ่ง เทคโนโลยีนี้ มีเฉพาะในเครื่องส่งแฟกซ์รุ่นใหม่ๆเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังคง ต้องจ่ายเงินแพงอยู่ดี


          จากปัญหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เอง เป็นเหตุให้เรา www.sarapanfax.com ได้คิดค้นและพัฒนา เทคโนโลยีใหม่ ที่ช่วยลดต้นทุนในการส่งแฟกซ์นี้ขึ้น ในปี 2008 (จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 5 ปี)

          Quote
          ส่งแฟกซ์ ที่ถูกที่สุดในประเทศไทย




            • ครั้งละ 2 บาท พิเศษช่วงเวลา สามทุ่ม - ตีห้า ลดเหลือครั้งละ 1.5 บาท
            • อัตราเดียวทั่วประเทศไทย
            • สามารถ ส่งแฟกซ์อัตโนมัติทีละหลายๆเบอร์ ได้
            • ช่วยประหยัดทั้งเงิน ประหยัดทั้งเวลา

            เราเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ทำให้สามารถส่งแฟกซ์ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ สมัครง่าย อธิบายทุกขั้นตอน สมัครฟรีได้ทันที ไม่มีค่าแรกเข้า เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต


            ขอบคุณรูปภาพจาก http://perrybelchersuccess.com/tag/success/

            ดังนั้น ให้โอกาสเราได้ ช่วยท่านลดต้นทุน และเพิ่มโอกาส ให้ท่านปิดการขายสำเร็จ ได้แล้ววันนี้ สมัครเลย >คลิก<

            Quote
            www.sarapanfax.com อยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท บิสิเนส อินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด


            11  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / รวบรวม กระทู้เกี่ยว sarapanfax.com และองค์กร เกี่ยวกับ sarapanfax.com และ องค์กร BIT on: June 20, 2012, 03:28:42 pm
            เกี่ยวกับ www.sarapanfax.com



              เกี่ยวกับองค์กร Business Infrastructure Technology



                12  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / เกี่ยวกับ องค์กร Business Infrastructure Technology on: June 20, 2012, 03:22:36 pm
                ความเป็นมาขององค์กร

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 โดยมีเป้าหมาย เพื่อเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน การให้บริการ Application ที่สนับสนุนการทำธุรกิจ ผ่านอินเตอร์เน็ต ของประเทศ


                ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
                ขอบคุณรูปจาก http://pr.ku.ac.th

                โดยเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทฯ ที่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผ่าน อาจารย์ ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา และ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

                       

                ในปี 2008 หลังจาก บริษัทฯ ผ่านช่วงบ่มเพาะธุรกิจ บริษัทฯ ได้ทำการย้ายสำนักงาน ออกจาก ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาตั้งยัง บ้านเลขที่ 67/60 ม.6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

                กรอบคิด และปรัชญา การบริหารองค์กร

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด ได้รับ และเริ่มใช้กรอบคิด และปรัชญา ในการบริหารองค์กร  ตามแนวทาง "การสร้างงาน ในวิถีมีหัวใจ" จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน ในปี 2008 (อ่านเรื่องราว ช่วงที่เริ่มได้รับ กรอบคิด และปรัชญา ในการบริหารองค์กร จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน ได้ >>คลิ๊กที่นี่<<)


                "กรอบคิด บริษัท A และ บริษัท B" หนึ่งในความรู้ที่นำมาใช้ จาก หนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย"
                (อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม เกี่ยวกับหนังสือ >>คลิ๊กที่นี่<<)


                ซึ่ง ใช้ความรู้หลัก ที่ใช้ในการบริหารองค์กร เป็นความรู้เดียวกันกับ ความรู้ที่เขียนไว้ ในหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ของ คุณเอกราช จันทร์ดอน (อ่านเรื่องราว ที่เริ่มต้นใช้ความรู้ จากหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" >>คลิ๊กที่นี่<<)

                งาน และ ผลิตภัณฑ์ ที่องค์กร รับผิดชอบ

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด เป็นองค์กรธุรกิจ ที่รับผิดชอบงาน ด้านพัฒนาเทคโนโลยี วิศวกรรมไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ เป็นหลัก ซึ่ง งานที่องค์กรรับผิดชอบ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะงาน คือ



                ขอบคุณรูปจาก http://urcorp.net/index.html
                • การออกแบบและสร้าง ระบบเซิร์ฟเวอร์
                  การออกแบบ และสร้างระบบเซิร์ฟเวอร์ ที่สามารถรองรับ ความต้องการการใช้งานทั้งหมดที่เข้ามา โดยที่ยังสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการของระบบเซิร์ฟเวอร์ได้ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด



                  ขอบคุณรูปจาก http://th.w3support.net/index.php?db=so&id=1185272


                • การออกแบบและสร้าง โครงสร้างระบบซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม
                  การออกแบบและสร้างโครงสร้างของซอฟต์แวร์และอัลกอริทึ่ม ที่สามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้ทรัพยากรของระบบเซิร์ฟเวอร์ น้อยที่สุด




                • การออกแบบและสร้าง ซอฟต์แวร์ส่วนติดต่อผู้ใช้งานและกราฟฟิก
                  การออกแบบและสร้างซอฟต์แวร์ส่วนติดต่อผู้ใช้งานและกราฟฟิก ที่สนับสนุนให้ผู้ใช้งาน ใช้งานได้ง่าย และทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานระบบซอฟต์แวร์ ตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

                ผลิตภัณฑ์หนึ่ง ของบริษัท คือ ระบบบริการแฟกซ์อิเล็กทรอนิกส์ Sarapanfax.com ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 ซึ่ง ปัจจุบัน Sarapanfax.com เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแฟกซ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ในประเทศไทย

                ปัจจุบัน กำลังขยายงาน และสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ อีก 2 ตัว ซึ่งจะสามารถ ออกให้บริการได้ ในช่วงปี 2012
                13  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / ประวัติความเป็นมา เกี่ยวกับ www.sarapanfax.com และองค์กร BIT on: June 20, 2012, 03:21:44 pm
                ยกรีวิวบางส่วน จากที่เคยเขียนใน Hi 5 มาไว้ใน SBNTown ครับ Smiley



                หลังจากจบปริญญาตรีสายวิศวกรรม ตอนนั้นผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่มีความฝัน อยากทำธุรกิจ อยากเป็นเจ้าของบริษัท อยากมีอิสระ มีรายได้สูง อยากเกษียณจากการทำงานเพื่อเงิน

                ความอยากเหล่านั้นเอง เป็นตัวผลักดันให้ผมต้องนำความรู้ความสามารถที่ผมมีจากทางสายวิศวกรรม มาสร้างให้เป็นธุรกิจเพื่อที่จะตอบความต้องการที่จะเกษียณ จากการทำงานเพื่อเงิน

                การรับจ้างพัฒนาโปรแกรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสมัยนั้น กลายเป็นสิ่งแรก ที่ผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันคิดออกว่าจะเริ่มหาเงินและพัฒนาเป็นธุรกิจได้

                เราวางแผนกันไว้อย่างดี ว่าจะรับจ้างเพื่อหาเงินเข้าบริษัท และพยายามตั้งตารางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเราเองและนำออกมาขาย เพื่อที่จะไม่ต้องทำงานรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพไปตลอด

                แผนนี้ ดูเหมือนจะง่ายในความคิดและดูเหมือนว่าจะเป็นแผนที่ดี ในความเป็นจริงแล้วผมและเพื่อนๆต้องทนทุกข์อยู่หลายปี กับความไม่รู้ในการเริ่มทำธุรกิจในช่วงนั้น การได้รายได้จากการรับจ้างทำงานทางวิศวกรรมนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ในการทำงานแต่ละครั้ง เราสูญเสียเวลาชีวิตไปมากในเรื่องการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มากกว่าการทำงานเสียอีก โดยรวมแล้ว เราตื่นเช้า นอนดึก หรือบางทีก็ไม่ได้นอน ทำงานหนักตลอด แต่ผลสุดท้าย หลังจากทำงานแต่ละงานสำเร็จ เราไม่เหลือทั้งเงินและเวลาที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดังที่เราวางแผนไว้ หลังจากผ่านวันเวลาในช่วงนั้น ผมเริ่มมองเห็นถึงอนาคตที่มืดมน ที่รออยู่เบื้องหน้า คำถามที่ว่า "ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เมื่อไรจะได้เกษียณ" เริ่มดังขึ้นในใจผมเรื่อยๆ

                อยู่มาวันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ไปฟัง คุณเอกราช จันทร์ดอน บรรยายเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจจากความคิดใหม่ ที่คุณเอกราชค้นพบและเขียนลงในหนังสือเรื่อง "ความลับของคน" คุณเอกราชเป็นรุ่นพี่ที่จบมหาวิทยาลัยและคณะเดียวกับผม (วิศวกรรมศาสตร์) คุณเอกราชจึงเข้าใจโลกทัศน์และปัญหาของพวกผมอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่ง สิ่งที่คุณเอกราช พยายามเน้นย้ำตลอดการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ

                การมองภาพสุดท้ายของธุรกิจที่เราจะทำให้ชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องตรวจสอบภาพนั้น ว่ามันเป็นไปได้ ถ้ามันเป็นไปได้ การที่จะได้มันมา จะต้องสร้างองค์ประกอบอะไรบ้าง และตัวเรามีข้อจำกัดอะไรบ้างในการสร้างสิ่งเหล่านั้น เป็นการบ้านที่ต้องทำข้อแรกก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ

                ในตอนนั้น ผมฟังก็ถึงบางอ้อ พร้อมๆกับเศร้าใจในความไม่รู้ของตนเองที่ผ่านมา หลังจากการบรรยาย ผมเดินไปเล่าทุกข์ที่ผมเจออยู่ให้คุณเอกราชฟัง คุณเอกราชฟังจบแล้วก็ยิ้ม แล้วตอบว่า

                "ทำธุรกิจ มันมีวิธีหาลูกค้าอยู่ 2 แบบ แบบแรก หาจากสายสัมพันธ์เป็นหลัก อย่างที่นายทำมานั่นแหละ ส่วน อีกแบบ หาจากความต้องการที่แท้ัจริงของลูกค้า นายคิดว่าบริษัที่เป็นระดับโลก อย่าง Microsoft หรือ Google ตอนเริ่มประสบความสำเร็จ เขาคิดแบบไหนกันหล่ะ"

                คำตอบ นี้ของคุณเอกราช ทำให้ผมถึงกับอึ้ง และรำพึงในใจว่า "ที่ผ่านมา มัวไปคิดอะไรอยู่วะเนี่ย" หลังจากนั้น คุณเอกราชก็ให้หนังสือมาเล่มหนึ่งมา แล้วบอกผมว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่รวมรวมความรู้ของเขา ที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจทั้งหมด ให้ผมลองไปศึกษาดู

                หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "ความจริง ที่ทำให้รวย"


                หลังจากที่ได้รับหนังสือจากคุณเอกราช ระหว่างเดินทางกลับบ้าน คำถามใหม่ ก็เริ่มเกิดขึ้นในใจผม "แล้วจะหาความต้องการที่แท้จริง ที่พอจะเกิดธุรกิจได้ ได้อย่างไรหล่ะ"

                ระหว่างนั่งคิดหาคำตอบนี้ ผมก็เริ่มเปิดอ่านหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ที่คุณเอกราชให้ หลังจากบรรยาย ระหว่างที่เปิดไป ในใจก็หวัง หวังว่าหนังสือเล่มนี้ คงเป็นแผนที่ที่จะช่วยให้ผมเริ่มต้นธุรกิจที่เพียงพอที่จะทำให้ผมได้เกษียณได้เสียที

                กับปัญหาที่ผมขบคิด พอเปิดหนังสือมาเรื่อยๆ ก็สะดุดอยู่หน้าหนึ่ง



                สิ่งที่คุณเอกราชพยายามจะสื่อสารผ่านหนังสือหน้านี้ ก็คือ ความต้องการ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนั้น จริงๆแล้ว มันเป็นนามธรรม รูปธรรมของธุรกิจต่างๆที่เราเห็นผ่านมาในชีวิตนั้น เป็นเพียงรูปธรรมที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงที่เป็นนามธรรมเท่านั้นเอง

                ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้รอบตัวเรา มีธุรกิจขายอาหารอยู่มากมายจนเรานับประเภทกันแทบไม่หวาดไม่ไหว หากเราพยายามสร้างธุรกิจขายอาหาร โดยมองเพียงรูปธรรมของธุรกิจ ธุรกิจที่เราสร้างคงหนีไม่พ้นรูปแบบเดิมๆที่คนอื่นทำไว้แล้ว อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่ก็ยังต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งที่มีรูปธรรมใกล้เคียงกันอยู่ดี ผมว่าถ้าเราตัดสินใจลงมือตอนนี้ หนทางยังคงมืดมนนักในการประสบความสำเร็จ

                แต่หากเราลองกลับมาพิจารณาสิ่งที่คุณเอกราชพยายามสือสารผ่านหนังสือหน้านี้ เราลองย้อนมองนามธรรมของธุรกิจขายอาหารทั้งหมด เราก็จะพบว่า รูปธรรมที่นับไม่ถ้วนของธุรกิจขายนั้น เพียงแค่ตอบ 2 นามธรรมหลัก คือ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" และ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์รู้สึกอร่อย(มีความสุขกับการกิน)" แค่นั้นเองครับ ขอขยายความคำว่า "หายหิว" นะครับ "หายหิว" ที่ผมหมายถึง คือ รวมไปถึุงการได้สารอาหารพอเพียง ในการดำรงชีวิตด้วยนะครับ

                ใน 2 นามธรรมนี้ เราสามารถประเมินได้ครับ ว่าธุรกิจที่เราต้องการทำนั้น จะเลือกให้ตอบนามธรรมไหน หรือ ทั้ง 2 นามธรรม อันนี้ต้องพิจารณาให้ดีนะครับ ถ้าเราประเมินด้วยความโลภเลือกตอบทั้ง 2 นามธรรม แต่ปรากฏว่าธุรกิจที่เราสร้าง ตอบทั้ง 2 นามธรรมได้ไม่พอที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ธุรกิจที่ทำก็คงเจ๊งอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

                ซึ่งถ้าหากเราเลือกตอบเพียง 1 นามธรรม จาก 2 นามธรรม สิ่งที่เราจะต้องประเมินต่อ คือ นามธรรมไหนมีกลุ่มลูกค้ามากกว่ากัน พอถึงตรงนี้แล้ว การหาข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญครับ ส่วนวิธีการหาข้อมูลนั้นสามารถหาอ่านได้ทั่วไปจากตำราความรู้ฝรั่งครับ ผมไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ

                สมมุติว่าเราตัดสินใจเลือกนามธรรม "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" พอถึงตรงนี้ ต้องถามตัวเองแล้วครับ "ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง สินค้า/บริการอะไร ที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราหายหิวได้"

                คำตอบที่เราได้จากการตั้งคำถามด้านบนนั้น จะมีโอกาสเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่โลกปัจจุบันอาจยังไม่มีก็ได้ครับ ซึ่งการคิดแบบนี้ คือสิ่งที่ความรู้ฝรั่งเรียกว่า "การคิดนอกกรอบ" ที่หลายๆคนพยายามฝึกอยู่นั่นแหละครับ แต่ถ้ามองผ่านกรอบคิดของคุณเอกราช ก็คือ "การเปลี่ยนกรอบคิดจาก รูปธรรม ไปเป็น นามธรรม" ซึ่ง ผมว่า ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าคำว่า "คิดนอกกรอบ" เยอะเลยครับ

                วันนี้ Review เท่านี้ก่อนนะครับ เพิ่งผ่านไป 1 ย่อหน้า แต่ได้ความรู้เท่ากับตำราความรู้ฝรั่ง 1 เล่มแล้วครับ (สงสัย ถ้า Review หมดเล่ม คงได้ความรู้เท่าตำราฝรั่งเป็นตู้แน่เลยครับ)

                พรุ่งนี้จะมา Review เพิ่มนะครับ ว่าหลังจากที่รู้พื้นที่นามธรรมแล้ว ต้องมีทัศนคติแบบไหนล่ะ ธุรกิจเราจึงจะรอด

                สำหรับวันนี้ ขอบคุณมากครับ


                Quote
                เพิ่มเติมนะครับ ตอนเีริ่มต้น ธุรกิจส่วนใหญ่ เรา เริ่มต้นด้วย "ความอยาก" จน ลืมคำว่า "ความรับผิดชอบ" ฝากพิจารณา เพิ่มด้วยนะครับ

                ขอบคุณครับ ที่มาแบ่งปันสิ่งที่ตนได้รับมาพอแล้ว ให้คนอื่นต่อไปครับ (Post ถามโดย เอกราช จันทร์ดอน)

                ตอบคุณเอกราชครับ

                ขอบคุณครับ ที่ช่วยเพิ่มเติมครับ ใช่ครับ ผมเองก็เป็นคนที่เริ่มธุรกิจด้วยความอยาก (อยากรวย และอยากเกษียณ)

                แต่หากว่าเราเอง มีแต่ความอยากได้ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ เราคงไม่สามารถได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอยากรวย มีเงินเยอะ หรืออยากเกษียณ

                ซี่งคุณเอกราชเอง ก็เคยอธิบายไว้ในหนังสือ "ความลับของคน" ว่าถ้าความอยากเรามาก สิ่งที่เรารับผิดชอบ ก็ยิ่งต้องมากตาม

                ดังนั้น หากเรามีความอยากที่จะสร้างองค์กรธุรกิจ เพื่อที่เราจะได้มีเงินเยอะ รวย และได้เกษียณแล้ว ก็มีเรื่องราวมากมาย ที่เรา "ต้องรับผิดชอบให้ได้" ก่อนที่เราจะได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นครับ

                ขอบคุณที่มาเพิ่มเติมให้ครับ Smiley


                ข้อมูลเพิ่มเติม ของความรู้หลักที่ใช้ในการดำเนินการให้บริการ SarapanFax.com (ความรู้จาก หนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย") สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะครับ Smiley

                " ความจริงที่ทำให้รวย " ..แผนที่และเส้นทาง ลัด ตรง สู่ความร่ำรวยที่แท้จริงในระบบทุนนิยม <<หนังสือดี มีหัวใจ

                (ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ ก่อนที่จะนำลิงค์มาลง แล้วครับ)
                14  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / รีวิว บรรยากาศ การอบรมสัมนา ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิ on: June 18, 2012, 02:54:43 pm
                รีวิว บรรยากาศ การอบรมสัมนา ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"  วันที่ 17 เมษายน 2554

                การจัดการสัมนาครั้งนี้ นับเป็น ครั้งแรกในชีวิต ที่ผมรับหน้าที่เป็นวิทยากรหลัก ในการอบรมสัมนาครับ

                ขอยอมรับตามตรงว่า พักผ่อนสงกรานต์จนเพลิน จน เริ่มมาเตรียมการในการจัดสัมนาในครั้งนี้ ช้าเกินไป ในการเตรียมการบรรยาย การจัดสถานที่ รวมทั้ง การบรรยายของตัวผมเอง เลยทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่มันควรต้องเป็น Slide เอง ก็ทำไม่เสร็จตามที่ตัวเองกำหนดไว้ มาเสร็จเอาตอนเช้าวันบรรยาย หมายความว่า ไม่ได้นอน ซึ่ง เป็นการทำงาน ที่ไม่ควรจะเป็นครับ (จินตนาการได้นะครับ ว่า รีบ แค่ไหน)

                ผมเองก็เลยกังวลมากๆ ในวันนั้น ว่าจะ ทำให้น้องๆ ที่อุตส่าห์ตั้งใจมาฟังกัน ได้รับ สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับ กลับบ้านไปได้หรือไม่


                Quote
                อ่านกระทู้ ประชาสัมพันธ์ การสัมนา ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                สัมนาในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"

                อีเวนต์ ประชาสัมพันธ์ การสัมนา ในเฟซบุ๊ค ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่

                Quote

                ในการสัมนาหลักสูตร "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" นี้ จัดขึ้น เพื่อให้ น้องๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้มองเห็น และได้ตระหนัก ถึง "สิ่งที่ควรได้ จากการเรียนในระดับอุดมศึกษา"

                แต่ผมก็ได้รับคำถามเข้ามาพอสมควร ว่า ถ้าเป็นผู้ที่เรียนจบระดับอุดมศึกษาแล้วหล่ะ (หมายถึงไม่ใช่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา แล้ว) จะฟังได้ไหม คำตอบคือ ได้ครับ ยังคงฟังฟรีเช่นเดียวกันกับ นักเรียน นิสิต นักศึกษาครับ แต่ว่า จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเล็กน้อย เพื่อให้ การเข้ามาฟังนั้น คุ้มค่ากับเวลาที่ต้องเสียมากที่สุดครับ

                ซึ่งเงื่อนไขนั้น คืออะไร ตอนนี้ สามารถอ่านได้ ที่ กระทู้แนะนำการสัมนา ครั้งที่ 2 ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                สัมนาในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" (ครั้งที่ 2) เข้าฟังฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

                เอาหล่ะ มาดูบรรยากาศในการสัมนากันนะครับ

                Quote

                การสัมนาครั้งนี้ จัดขึ้นที่ ชมรม KU Innovation (โรบอท) แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขต บางเขน

                ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม และเป็นผู้ที่สอนให้ผมมี ทักษะวิชาชีพวิศวกรรมไฟฟ้า เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นนิสิต ปริญญาตรี (อ่าน เรื่องราวที่ได้พบกับ อาจารย์ปัญญา >>คลิ๊ก<<) เป็นอย่างสูง ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ ให้ได้จัดการสัมนาครั้งนี้ครับ



                เวลา 8.55 น. วันที่ 17 เมษายน 2553 ณ อาคารเทพศาสตร์สถิตย์ สถานที่ ที่มาขอใช้ จัดสัมนา

                Quote

                เนื่องจากเตรียมตัวช้า เลยต้องเร่ง แถมอดนอนอีกต่างหาก ในใจตอนนั้น ลนลานเล็กน้อย ว่า การสัมนาครั้งนี้ จะไปรอดไหม

                คำว่า "ไปรอด" นั้นหมายถึง น้องๆ ที่อุตส่าห์เดินทางมาฟัง ตั้งไกล จะได้ ในสิ่งที่ตัวผมเอง สัญญาไว้ ตอนประชาสัมพันธ์ การสัมนาหรือไม่ จะมีใคร ได้ประโยชน์ จนรู้สึกคุ้ม จากการเดินทางมาฟัง ในวันหยุด (ที่คนทั่วๆไป เพียงอยากนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน)



                เวลา 9.00 น. วันที่ 17 เมษายน 2553 ณ ชมรม KU Innovation มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

                เดินขึ้นมาที่ ชั้น 5 ของอาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ก็เจอ ชมรม KU Innovation กับอีกหลายๆ ชมรม อยู่ในชั้นเดียวกัน

                Quote

                ชมรม KU Innovation แต่เดิมนั้น คือ ชมรมโรบอท ซึ่ง ก่อตั้ง และอำนวยการโดย อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา แห่งภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                อ.ปัญญา ก่อตั้งชมรมโรบอทขึ้นเพื่อ ให้ทุกคน ที่อยากมีทักษะวิชาชีพ ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า อยากเป็นนักประดิษฐ์ ได้เข้ามาเรียนกับท่าน และใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกฝนตนเอง สร้างสิ่งประดิษฐ์ จนสามารถมีทักษะวิชาชีพวิศวกรรมไฟฟ้า ได้จริง ในระหว่างเรียนหนังสือ

                ชมรมโรบอทเอง ก่อตั้งมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ อ.ปัญญา ยังหนุ่ม (ผมเคยเห็นรูป สมัยเพิ่งเริ่มก่อตั้งชมรม ที่โต๊ะทำงานของ อ.ปัญญา สมัยที่ผมยังเรียนหนังสืออยู่

                ในิเวลาเกือบ 20 ปีมานี้ อ.ปัญญา สร้างนักประดิษฐ์สายวิศวกรรมไฟฟ้า ที่เป็นลูกศิษย์ท่านออกไปมากมาย บ้างก็ไปทำงานที่ใช้ทักษะวิชาชีพ เป็นนักประดิษฐ์ต่อ บ้างก็ไปทำงานสายอื่น บ้างก็ไปเรียนต่อแล้วอยู่ต่างประเทศ บ้างก็ออกมานำทักษะวิชาชีพมาประกอบการ (ซึ่ง ผมเป็นกรณีสุดท้ายครับ)

                ชมรมโรบอท แต่เดิม ตั้งอยู่ในตึก คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ แต่ที่ผ่านมา ต้องย้ายที่อยู่เรื่อยๆ จนสุดท้าย ต้อง ออกมาอยู่นอกคณะ (ออกมาตั้งที่อาคารเทพศาสตร์สถิตย์) และเปลี่ยนชื่อเป็น ชมรม KU Innovation ในที่สุด แต่ อ.ปัญญา ยังรักษา เจตนาในการก่อตั้ง ตั้งแต่เริ่ม จนทุกวันนี้ ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะผ่านคลื่นลมมามากมาย

                ซึ่ง เจตนานั้นคือ "สอนให้คนที่อยากเป็นนักประดิษฐ์ ได้เป็นนักประดิษฐ์"

                และผมเอง ก็เป็นหนึ่งใน ผู้ได้รับอานิสงค์ ของเจตนาของ อาจารย์ปัญญา ในการตั้งชมรมโรบอท



                ป้ายโรบอทที่ยังอยู่



                งานสร้างหุ่นยนต์ ที่ยังคงต้องมีมาตลอด ตั้งแต่ เริ่มตั้งชมรม



                ชวนน้องๆ และทีมงาน ไปดู หุ่นที่ กำลังสร้าง ครับ


                เวลา 9.30 ของวันที่ 17 เมษายน 2554 ณ ชมรม KU Innovation

                Quote

                หลังจากเลยเวลา มาร่วม 30 นาที (ครั้งต่อไป จะไม่ให้เลทแบบนี้ครับ ต้องขอโทษด้วยครับ) ก็ได้เวลาที่เริ่ม การสัมนาครับ

                เนื่องในการจัดครั้งแรกนี้ ผมเองเริ่มเตรียมตัวช้า น้องๆ เลยมากันไม่มาก ส่วนใหญ่ เป็นน้องๆ ที่เป็นศิษย์เก่า ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา และเป็นน้องๆ จากชมรมนักเรียนประกอบการ ภายใต้ความรับผิดชอบของแก่นวิชา ครับ Smiley


                เริ่มการสัมนา ณ ชมรม KU Innovation

                เริ่มบรรยายแล้ว เป็นช่วงที่ รู้ว่า ต้อง ตัดความกังวลทิ้งให้หมด แต่ก็ยังทำไม่ได้เสียทีเดียว







                การบรรยาย ก็ดำเนินไปอีกเล็กน้อย .....



                เห็นเริ่มมีการจด ใจเริ่มชื้น ความกังวลที่เคยกังวล เริ่มหายไป เพราะเห็นแล้วว่า น้องๆ เริ่มได้ประโยชน์ จากการเข้าฟังครั้งนี้

                การบรรยาย ก็ดำเนินต่อไป ....



                บางช่วงผู้ฟังก็ยิ้ม (หัวเราะ) กับเนื้อหาการบรรยาย



                บางช่วงผู้ฟังก็ต้องเครียด (ใช้ความคิด) กับเนื้อหาการบรรยาย



                และก็กลับมายิ้มใหม่ ...



                มีหนังสือ ที่ผมขอยืมมาจาก ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา ซึ๋งเป็นเรื่องราวชีวิต ของ วิศวกรญี่ปุ่น ผู้รับผิดชอบ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในการพัฒนาประเทศญี่ปุ่น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

                ซึ่ง ก็ได้นำมาให้น้องๆ ได้ดูกันด้วย Smiley



                การจดยังคงดำเนินอยู่ ...



                การถ่ายวีดีโอ ก็เช่นกัน ...


                ในตอนนั้น เราซื้อข้าวกล่องกันมาทาน ในห้องบรรยาย และผมก็บรรยายไปด้วย เพื่อให้ใช้เวลา ที่น้องๆ อุตสาห์มา ได้คุ้มค่าที่สุด

                จนจบ การบรรยายในช่วงแรกของผม ....


                ต่อมาเป็นช่วงของ คุณราเชน ศุภสินธุ์ ผู้บรรยายร่วมอีกท่านหนึ่ง



                การบรรยาย ก็ดำเนินต่อไป ....





                การจด ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ...



                พอใช้ความคิดเยอะๆเข้า ก็ต้องเริ่มทานเสบียง


                จบการบรรยายของคุณราเชน ...


                ซึ่งผมก็รับหน้าที่ มาสรุปการบรรยาย ปิดท้าย



                และการบรรยาย ก็จบลงด้วยดี



                เหลียวไปมองฟ้า เริ่มค่ำแล้ว

                เป็นอีกหนึ่งวัน ที่จบลงด้วย ความรู้สึกที่ดี ของทั้งผู้บรรยาย ผู้เข้าฟังบรรยาย และทีมงานทุกคน

                ต้องขอขอบคุณ น้องๆ ที่มากันทุกคน และทีมงาน ที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย ทุกคน

                และที่ขาดไม่ได้

                ขอขอบคุณ อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ ชมรม KU Innovation ให้ได้จัดการบรรยาย

                ที่ทำให้ การสัมนาครั้งแรก ในหัวข้อ

                "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"  ในวันที่ 17 เมษายน 2554 จบลงด้วยดีครับ

                ขอขอบคุณจากใจ

                พรอนันต์ อุดมถาวรสุข 17 เมษายน 2554

                15  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Bit camp: ค่ายฝึกทักษะวิศวกรรมไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ขั้นสูง จาก bit on: June 18, 2012, 02:50:02 pm
                ทำไมจึงต้องมี BIT CAMP

                การถ่ายทอดทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง (เรียกว่า BIT CAMP) เป็นส่วนหนึ่งของ "กระบวนการที่ถูกต้องสำหรับสร้างบริษัทไอทีระดับโลก" ที่เราค้นพบ

                ทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง นั้นเป็น ทักษะวิชาชีพที่ต้องใช้เป็นพื้นฐานที่สุด ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ด้านไอที ซึ่งเป็นทักษะ ที่จำเป็น ขาดไม่ได้ สำหรับผู้ที่จะเริ่มสร้างบริษัทไอทีระดับโลก ตามกระบวนการ ที่เราค้นพบ

                เราจึงจัดการถ่ายทอดทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง (ซึ่งเรียกว่า BIT CAMP) สำหรับผู้ที่เข้าร่วมสร้างงานกับเรา ให้ได้มีทักษะวิชาชีพนี้ จนเพียงพอ ที่จะสร้างสิ่งประดิษฐ์ด้านไอทีด้วยตนเองได้สำเร็จ และสามารถพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นั้นให้เป็นบริการด้านไอทีด้วยตนเองได้สำเร็จ



                ทักษะนี้ ไม่ได้เป็นทักษะปกติ ที่ได้รับจากการเรียนวิศวกรรม ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย หมายถึง คนที่เรียนจบวิศวกรรม ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย ไม่ได้มีทักษะนี้ทุกคน

                (เราเริ่มต้นฝึกทักษะนี้ จากการถ่ายทอดของ อาจาย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ >>คลิ๊ก อ่านเรื่องราวตอนที่ได้พบอาจารย์ปัญญา<< และได้ฝึกทักษะนี้ต่อจนครบ จากการสร้างและดูแลบริการด้านไอทีของเรา)


                ขอบคุณรูปจาก http://www.vcharkarn.com/varticle/38019

                อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา

                จากพื้นที่งาน ที่กล่าวมาข้างต้น BIT CAMP คือการถ่ายทอดทักษะเฉพาะในส่วนที่เป็น ทักษะวิชาชีพ เท่านั้น ยังไม่รวมไปถึงทักษะ ในการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ ดังนั้น BIT CAMP จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่อยู่ในช่วงต้น ของกระบวนการที่ถูกต้องสำหรับสร้างบริษัทไอทีระดับโลก ที่เราค้นพบ  (จะต้องผ่าน BIT CAMP ก่อนที่จะได้รับการถ่ายทอด "ทักษะสร้างความรู้")

                Quote
                *เพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ทักษะสร้างความรู้"

                ทักษะสร้างความรู้ เป็นสุดยอดทักษะ ที่ช่วยให้เรา สามารถสร้างความรู้ ที่เป็นความรู้ของเรา ไว้ใช้แก้ไขปัญหา ที่เรารู้สึกรับผิดชอบได้ โดยไม่ต้องพึ่งการหาความรู้ จากคนอื่น เพียงอย่างเดียว

                หากคุณเชื่อว่า ไม่มีใคร สร้างความรู้ เพื่อแก้ปัญหาทุกปัญหา ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้คุณได้ใช้

                ทักษะสร้างความรู้ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับสร้างความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในชีวิตของคุณ และ คนที่คุณรัก

                เราได้รับการถ่ายทอดทักษะนี้ มาจาก Meehuajai School of life and "Business School" โรงเรียนธุรกิจ ที่จะทำให้ งานและวิถีชีวิตมีหัวใจ เป็นเรื่องเดียวกัน

                รายละเอียดเพิ่มเติม BIT CAMP

                Quote
                *สำหรับผู้ปกครอง ที่ต้องการให้ลูกหลานได้เข้าร่วม BIT CAMP

                BIT CAMP จัดอยู่ในกลุ่ม การศึกษาขั้นวิชาชีพ ซึ่งเป็น การศึกษาต่อจาก การศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งอยู่ในการรับผิดชอบของ "ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา" พันธมิตรด้านการสร้างความรู้ ของเรา

                (อ่าน กรอบคิด การจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ถูกต้อง ตามแนวทางแก่นวิชา ได้ที่นี่)

                กระบวนการที่ใช้ในการถ่ายทอดทักษะใน BIT CAMP เป็นกระบวนการที่เราได้รับจาก ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา

                ซึ่ง หากลูกหลานของท่าน ผ่านการจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ถูกต้อง ตามแนวทางแก่นวิชา จะสามารถรับการถ่ายทอดทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง จาก BIT CAMP ได้ง่าย ซึ่ง เราจะรับพิจารณาเป็นพิเศษ



                ขอบคุณรูปจาก http://ecmagic.blogspot.com/2010_07_01_archive.html

                BIT CAMP ใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน จัดในช่วง ปิดเทอมภาคฤดูร้อน (ปิดเทอมใหญ่) ของทุกปี เพื่อ ให้ผู้ที่เข้าร่วมสร้างงานกับเรา ที่ยังเรียนไม่จบ ได้สามารถมารับและฝึกทักษะวิชาชีพ ในช่วงปิดเทอม

                เนื้อหาความรู้ ที่ใช้ฝึกทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง ใน BIT CAMP ประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้



                Quote
                ส่วนวิศวกรรมไฟฟ้า

                หลักการวงจรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นพื้นฐาน

                กรอบคิดในการสร้างวงจรดิจิตอล ไมโครโปรเซสเซอร์ จนถึงวงจรพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน



                Quote
                ส่วนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

                หลักการกลไกการทำงานของระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์

                กรอบคิดในการสร้างซอฟต์แวร์ วิวัฒนาการของซอฟต์แวร์

                โครงสร้างพื้นฐานการทำงานของระบบเว็บไซต์และระบบอินเตอร์เน็ต



                Quote
                ส่วนวิศวกรรมขั้นสูง

                กรอบคิด ในการออกแบบเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์ต้นแบบ โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด

                กรอบคิด ในการรักษาระบบให้ทำงานได้ปกติภายใต้โหลดจากการใช้งานจำนวนมาก โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด (การต่อสู้กับโหลดจากการใช้งาน โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด)


                ขอบคุณรูปจาก http://urcorp.net/index.html


                สมัครเพื่อรับพิจารณา เข้าร่วม BIT CAMP

                Quote
                เราสามารถรับผู้เข้าร่วม BIT CAMP ได้ เพียง ปีละ 20 คน (จัด BIT CAMP 1 ครั้ง ต่อปี ช่วงปิดเทอมภาค ฤดูร้อน เท่านั้น)

                ในรอบ ปิดเทอมภาคฤดูร้อนครั้งที่จะถึงนี้ (ปี 2555) มีผู้ผ่านการคัดเลือก ได้เข้าร่วม BIT CAMP แล้ว จำนวน 4 คน

                ซึ่ง แบ่งเป็น ผู้ ผ่านการคัดเลือก และ ได้รับ พื้นที่ธุรกิจ ร่วมสร้างงานกับเรา (รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ร่วมสร้างงานกับเรา >>คลิ๊ก<<) จำนวน 3 คน
                และ ผู้ ผ่านการคัดเลือก แต่ ยังไม่ได้รับ พื้นที่ธุรกิจ ร่วมสร้างงานกับเรา จำนวน 1 คน

                เหลืออีกเพียง 16 ที่นั่ง เท่านั้น!!! หากครบแล้ว ต้อรอจัดครั้งใหม่ ปี 2556

                หากต้องการสมัครเพื่อรับพิจารณาเข้าร่วม BIT CAMP ต้อง เข้าฟังสัมมนา

                "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบ ต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"


                เราจะรับพิจารณา ผู้ที่จะได้เข้าร่วม BIT CAMP จากเฉพาะผู้มาฟังสัมนา เท่านั้น!!!



                Quote

                คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อ อ่าน รีวิว บรรยากาศ การสัมมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครับ



                การสัมมนาครั้งที่ 1 (17 เมษายน 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "เพราะมีคำถาม เราจึงได้คิด หากไม่เคยตั้งคำถาม เราคงไม่ได้คิด... และหากไม่ได้คิด เราคงไม่ได้ทำ" -- พัฒน์ สัตถาสาธุชนะ


                การสัมมนาครั้งที่ 2 (1 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "ครั้งนี้มีผู้สนใจ 2 ท่าน ที่เดินทางตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาฟังการถ่ายทอดครั้งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทราบข่าวการสัมมนาจากทาง facebook ที่ทางทีมงานใช้เป็นช่องทางส่งข่าวกันอีกทางหนึ่ง"


                การสัมมนาครั้งที่ 3 (สัญจร @นครปฐม) (22 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "แปลกไหม..Huh ครับ ที่เด็ก ป.6 เด็กมัธยมต้น มัธยมปลาย ป.ตรี ป.โท มีทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ คณะแตกต่างกัน... ที่มาเรียนพร้อมกันได้...Huh "
                "พ่อแม่ ผมก็ต้องทำงาน ตัวผมเองก็ต้องทำงาน ผมเลยตัดสินใจมาฟังครับ" -- น้อง ป.6 คนหนึ่ง ที่มาเข้าฟัง


                สำหรับ การสัมมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" จะจัดขึ้น เป็นประจำ ทุกๆ เดือนนะครับ

                สามารถติดตามรายละเอียดได้ ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=107949

                ขอบคุณครับ Smiley
                16  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / สัมนาในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่& on: June 18, 2012, 02:40:25 pm





                ถึงน้องๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ชั้นอุดมศึกษา


                หลายๆคน มองว่า การเรียนจบอุดมศึกษา นั้น เป็นเป้าหมายของชีวิต

                หลายๆคน มองว่า ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ให้จบอุดมศึกษาก่อน หลังจากเรียนจบอุดมศึกษาแล้ว ค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อดี

                หรือ แม้แต่ หลายๆคน มองว่า การเรียนจนจบอุดมศึกษา ถือเป็นช่วงที่ลำบากที่สุดในชีวิต หลังจากเรียนจบอุดมศึกษาแล้ว ชีวิตจะสบายขึ้น



                แต่ในความเป็นจริงแล้ว .....


                กลับพบว่า ชีวิตหลังจากเรียนจบอุดมศึกษานั้น ยากลำบากกว่า ชีวิตในช่วงเรียน มากมายก่ายกอง

                บางคน กว่าจะเริ่มตั้งหลักได้ ก็ต้องเสียเวลาหลายปี

                จนหลายๆคน รู้สึกเสียดาย ที่ตอนเรียนหนังสือ "ไม่ได้ ในสิ่งที่ควรได้" จากการเรียนอุดมศึกษา



                ผู้บรรยายเอง ในฐานะรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่เรียนจบอุดมศึกษาไปแล้ว จึงอยากมาเล่า ความจริง ที่ได้เจอ จากชีวิตหลังจากที่เรียนจบอุดมศึกษาไปแล้ว

                เพื่อให้น้องๆ ที่ยังไม่จบการศึกษา หรือ กำลังจะจบการศึกษา ได้มีเวลา ในการเตรียมตัว "ให้ได้ ในสิ่งที่ควรได้" จากการเรียนอุดมศึกษา เพื่อให้ชีวิต "มีทางเลือกมากขึ้น"

                โดย ผ่าน โรงเรียนวิศวกรรมขั้นสูง จาก BIT


                ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ซึ่ง จะมีการจัดเป็นประจำ ทุกเดือน


                ซึ่ง มีหัวข้อ ดังนี้

                - สิ่งที่คาดหวัง และ ได้รับจริง จากการเรียนจนจบอุดมศึกษา
                - ทางเลือก ในชีวิต หลังจากเรียนจบอุดมศึกษา มีอะไรบ้าง
                - ตัวอย่าง และความจริงที่เกิดขึ้น ใน ชีวิตของผู้ที่เรียนจนจบอุดมศึกษา ของผู้บรรยาย 2 คน
                - สรุป ประเด็นสำคัญ ในการบรรยาย และ ซักถามข้อสงสัย

                เข้าฟังได้ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ในการเข้าฟัง แต่ค่าเดินทาง และ ค่าอาหาร ต้องออกเองนะครับ Smiley

                หากมี ข้อสงสัยใด สามารถโพสต์สอบถามได้ หรือ สอบถามได้ที่หน้า Group

                "โรงเรียนวิศวกรรมขั้นสูง จาก BIT" ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://www.facebook.com/home.php?sk=group_100912033329712&ap=1

                ขอบคุณครับ


                สามารถดู วันที่ เวลา ที่จะจัดการสัมนา >>คลิ๊กที่นี่<< ครับ

                **สำหรับ นักเรียน นิสิต นักศึกษา เท่านั้นนะครับ

                หากสนใจ จะเข้าฟัง ต้องโทรยืนยัน การเข้าฟัง ที่เบอร์ 086-856-6670(คุณป๊อป) ก่อนนะครับ

                Quote
                สำหรับ ผู้ที่ ไม่ใช่ นักเรียน นิสิต นักศึกษา

                สามารถเข้าฟังได้ โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่นกัน โดยที่

                1. เขียน บอกสิ่งที่รู้สึกว่า "ทำไมจึงอยากมาฟัง สัมนาในหลักสูตร จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ใน ธุรกิจสมัยใหม่" แล้ว ส่งอีเมลล์เข้ามาที่ businessinfratech@gmail.com ครับ

                2. นำสิ่งที่เขียน มาเล่าในห้องสัมนา ก่อนเริ่มการบรรยาย ครับ

                ส่วนเหตุที่ต้องให้ทำดังนี้ เพราะ ....

                อยากให้ผู้ที่เคยผ่านชีวิต หลังจบอุดมศึกษามาแล้ว มาร่วมเล่า ประสบการณ์ หลังจบการศึกษา ให้น้องๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้ฟัง พร้อมกัน ในห้องด้วยครับ

                Quote
                ผู้อำนวยการหลักสูตร
                คุณเอกราช จันทร์ดอน


                ผู้ก่อตั้งและให้กรอบคิดสำหรับการจัดการการศึกษาที่ถูกต้องให้กับศูนย์แห่งการเรียนรู้บ้านแก่นวิชา และเป็นผู้เขียนหนังสือ “ความลับของคน” ..หนังสือไทยเพียงเล่มเดียว ที่ได้รับคัดสรรจากห้องสมุดแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย ให้อยู่ในหมวด New Thought !! ทั้งๆที่ยังเป็นภาษาไทย 1 ใน 66 เล่มจากทั่วโลก

                และได้ทำงานผ่านการเรียนรู้ร่วมกันกับ องค์กร คนก้าวหน้าซึ่ง "คนก้าวหน้า"



                ได้นำความรู้ และหลักการต่างๆ ในหนังสือ "ความลับของคน" สู่ อุดมศึกษาไทย และหน่วยงานราชการต่าง ๆ
                อีกทั้ง คุณเอกราช ยังได้เป็น ผู้บรรยายร่วม ในหลักสูตรต่างๆ ของ องค์กร คนก้าวหน้า ด้วย



                สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้<<กด<<


                ลิงค์ อีเวนต์ ในเฟซบุ๊ค ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ

                http://www.facebook.com/event.php?eid=204275749603866

                Quote

                คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อ อ่าน รีวิว บรรยากาศ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครับ



                การสัมนาครั้งที่ 1 (17 เมษายน 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "เพราะมีคำถาม เราจึงได้คิด หากไม่เคยตั้งคำถาม เราคงไม่ได้คิด... และหากไม่ได้คิด เราคงไม่ได้ทำ" -- พัฒน์ สัตถาสาธุชนะ


                การสัมนาครั้งที่ 2 (1 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "ครั้งนี้มีผู้สนใจ 2 ท่าน ที่เดินทางตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาฟังการถ่ายทอดครั้งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทราบข่าวการสัมมนาจากทาง facebook ที่ทางทีมงานใช้เป็นช่องทางส่งข่าวกันอีกทางหนึ่ง"


                การสัมนาครั้งที่ 3 (สัญจร @นครปฐม) (22 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "แปลกไหม..Huh ครับ ที่เด็ก ป.6 เด็กมัธยมต้น มัธยมปลาย ป.ตรี ป.โท มีทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ คณะแตกต่างกัน... ที่มาเรียนพร้อมกันได้...Huh "
                "พ่อแม่ ผมก็ต้องทำงาน ตัวผมเองก็ต้องทำงาน ผมเลยตัดสินใจมาฟังครับ" -- น้อง ป.6 คนหนึ่ง ที่มาเข้าฟัง


                สำหรับ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" จะจัดขึ้น เป็นประจำ ทุกๆ เดือนนะครับ

                สามารถติดตามรายละเอียดได้ ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=107949

                ขอบคุณครับ Smiley

                ขอบคุณครับ
                17  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: ทำไมจึงต้องมี ชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน it on: June 18, 2012, 02:34:26 pm
                หากสนใจ ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ การเตรียมตัว เพื่อที่จะ เริ่มออกไปสร้างงาน ของตนเอง ขอเชิญฟัง

                การสัมนา ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ในการเข้าฟัง ครับ Smiley


                Quote

                คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อ อ่าน รีวิว บรรยากาศ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครับ


                ครั้งที่ 1 (17 เมษายน 2554) http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=108026

                ครั้งที่ 2 (1 พฤษภาคม 2554) http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=115896

                สำหรับ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" จะจัดขึ้น

                เป็นประจำ ทุกๆ เดือนนะครับ

                สามารถติดตามรายละเอียดได้ ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=107949

                ขอบคุณครับ Smiley
                18  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: ทำไมจึงต้องมี ชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน it on: June 18, 2012, 02:33:19 pm
                ชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT ร่วมกันกับ ชมรม นักเรียนประกอบการ

                ได้จัดสัมนาในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ซึ่ง เข้าฟังได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย

                สัมนาในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"

                19  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / ทำไมจึงต้องมี ชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน it on: June 18, 2012, 02:31:48 pm
                Quote
                "ต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆ จะได้เรียนสูงๆ จบไปจะได้ได้งานดีๆ ได้เงินเดือนสูงๆ"

                เป็นคำพูดที่ผมได้ยินผ่านหูอยู่ตลอด ตั้งแต่ผมจำความได้ และผมเองก็อดถามตัวเองไม่ได้ ว่าชีวิตของคนเรา มีทางเลือกแค่นี้หรือ

                หลังจากเริ่มรู้ความ เราก็ต้องเรียนหนังสือ เรียนหนังสือไปเพื่อ ให้ได้ทำงานดีๆ ให้ได้ทำงานดีๆ ไปเพื่อ ให้ได้เงินเดือนสูงๆ

                นั่นหมายความว่า สิ่งที่เราพยายามมาตลอดในชีวิตวัยเด็ก เสียเวลารวมแล้วกว่า 17-18 ปี เสียเงินไปหลายแสน หรือบางคนเป็นล้านบาท ก็เพื่อ จุดสุดท้าย ว่า ให้ได้ทำงาน ที่ได้รับเงินเดือนสูงๆ

                ถึงแม้ ความพยายามทั้งหมดในชีวิตวัยเด็กจะสำเร็จ ได้ทำงาน ที่ได้รับเงินเดือนสูงๆ แต่ชีวิตที่เหลือ ก็ต้อง ทำงาน ออกจากบ้านแต่เช้า กลับมาบ้านตอนมืด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วันไปตลอด เพื่อให้ได้เงินเดือนสูงๆตอนสิ้นเดือน

                ตอนที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นในใจ ผมยังเด็กอยู่ แต่ก็แอบตัดสินใจไปแล้ว ว่า [color="red"]"ขอเลือกตัวเลือกอื่น"[/color] แต่ตอนนั้น ผมไม่รู้หรอกครับ ว่าตัวเลือกอื่นที่ว่า มันคืออะไร และมีจริงไหม



                (ขอบคุณรูปจาก http://teeravitgiveucom.ipage.com/blog/easy-way-to-recruit-new-prospect/easy-way-to-recrute-new-prospect)


                หลังจากที่โตขึ้นมาอีกหน่อย เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น เลยเริ่มเจอ เรื่องราวของคนที่สามารถหลุดจาก วิถี "การทำงาน ที่ได้รับเงินเดือนสูงๆ" มากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็เลยเริ่มเจอ และตัดสินใจเลือก ตัวเลือกที่ผมเพิ่งรู้จัก ที่ชื่อว่า วิถี "การประกอบการ" ทั้งที่ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ว่า วิถีการประกอบการ ที่ว่า มันคืออะไร

                เรื่องราวของคนที่หลุดจาก วีถีการทำงานที่ได้รับเงินเดือนสูงๆ ที่ผมเคยอ่านนั้น ไม่ว่าจะเป็น คุณโทมัส เอดิสัน ผู้ก่อตั้ง บริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก คุณโคโนสึเกะ มัตซุชิตะ ผู้ก่อตั้ง บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าเนชั่นแนล พานาโซนิค คุณอาคิโอะ โมริตะ ผู้ก่อตั้ง บริษัทโซนี่ นั้นล้วนแล้วแต่ มีเส้นทางใน วิถีการประกอบการ ที่เริ่มต้นมาจาก การเป็นนักประดิษฐ์ ทั้งสิ้น และรวมทั้งตัวผมเอง ที่เป็นเด็กที่ชอบในการประดิษฐ์อยู่แล้ว ผมจึงตั้งใจแน่วแน่ ที่จะเข้าเรียนต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อที่จะเป็นนักประดิษฐ์ให้ได้ และจะเริ่มเข้าสู่วิถีการประกอบการ จากฐานของนักประดิษฐ์ เฉกเช่นเดียวกับเรื่องราวชีวิต ของคนที่ผมได้รู้


                คุณโคโนสึเกะ มัตซุชิตะ (ขอบคุณรูปจาก http://www.bookrags.com/Konosuke_Matsushita)


                เมื่อเวลาผ่านไป ผมสามารถสอบเข้าเรียน ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตามที่ตัวเองตั้งใจไว้

                ในวันปฐมนิเทศนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ใหม่ ผมไปด้วยใจที่มุ่งหวัง อยากรู้ ว่าการได้เข้าเรียนที่นี่ จะทำให้ผมได้ ในสิ่งที่ตัวเองหวังอยากได้ จริงไหม


                Quote
                "คณะวิศวกรรมศาสตร์ของเรา มีภารกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน .... "


                ประโยคแรกที่ผมจับใจความได้ ในการนั่งฟังการปฐมนิเทศนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ใหม่

                มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร สำหรับสถาบันการศึกษา ที่มีภารกิจในการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพื่อป้อนตลาดแรงงาน เป็นภารกิจปกติที่สถาบันการศึกษาในประเทศไทยยอมรับมาปฏิบัติ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ผมรู้ และยอมรับได้อยู่แล้ว แต่ผมยอมรับตามตรง ว่าตอนนั้น ผมถึงกับจิตตกไปหลายวัน ที่จิตตก ก็เพราะกลัว กลัวว่าถ้าเรียนต่อไปจนจบ จะไม่ได้ ในสิ่งที่อยากได้

                ผมตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งแสวงหากิจกรรม แสวงหาแนวทางเสริม เพื่อให้ได้ ในสิ่งที่ผมอยากได้ เพราะผมไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่า เรียนจบปริญญาตรีไปแล้ว ทำได้แค่ออกไปหางานทำ ทำได้แค่ไปเป็นลูกจ้างในตลาดแรงงาน


                (ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1512109)


                จนวันหนึ่ง ผมได้พบกับ อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา (ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ http://www.kucity.com) แห่งภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์



                Quote
                "การประดิษฐ์ มันเป็นทักษะ เป็นสิ่งที่ต้องฝึก หากไม่ฝึก ก็ทำไม่ได้ จบกี่ปริญญาก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าฝึก จบปริญญาตรีก็ทำได้เหลือแหล่"


                อาจารย์ปัญญา เป็นอาจารย์หนุ่ม จบเพียงปริญญาตรี ซึ่งถือว่าจบไม่สูง สำหรับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่คำพูดของอาจารย์ ทำให้ผมถึงกับตาสว่าง และเริ่มเห็นทาง ที่จะได้เป็นนักประดิษฐ์ ในตอนจบปริญญาตรี อย่างที่ผมใฝ่ฝันอยากได้

                ผมจึงตัดสินใจ เข้าไปเรียนกับอาจารย์ ที่ชุมนุมโรบอท ชมรมที่อาจารย์ปัญญา ก่อตั้งขึ้น สำหรับนิสิตทุกคน ที่อยากเป็นนักประดิษฐ์

                ผมอยู่ที่ชุมนุมโรบอท ต่อไปจนจบการศึกษา ด้วยความทุ่มเทตั้งใจสอนของ อาจารย์ปัญญา เวลา 2-3 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมนุมโรบอท ผมและเพื่อนที่อยู่ที่ชุมนุมด้วยกัน สามารถมีทักษะในการประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าได้จริงๆ ตามที่อาจารย์ได้บอกไว้ ตั้งแต่แรก ในตอนนั้น ผมจึงได้เห็น ได้เชื่อ ในสิ่งที่อาจารย์เชื่อ ว่า "การจบปริญญาตรีนั้น สามารถมีทักษะวิชาชีพได้จริง หากได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง" ซึ่งทักษะวิชาชีพวิศวกรรมนั้น คือ การประดิษฐ์

                หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี เป็นช่วงที่ผมเริ่มแสวงหา "วิถีการประกอบการ" ตามที่ผมใฝ่ฝัน ผมปฏิเสธการทาบทามเข้าทำงานทั้งหมดในตอนนั้น แต่ก็ยังคิดไม่ออก ว่าจะเริ่มเข้าสู่ "วิถีประกอบการ" ได้อย่างไร

                จนวันหนึ่ง ผมได้พบรุ่นพี่ ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ คุณสุวิทย์ เริงวิทย์ ได้ชวนผมและเพื่อนๆ เข้าไปก่อตั้งบริษัท ที่สร้างเทคโนโลยีเกี่ยวกับมัลติมีเดียที่สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ ชื่อว่า เอ็กซ์ทรีม พลัส (Xtreme Plus http://www.xtreme-plus.com) โดยมี คุณอนันต์ ตรีสิริเกษม เป็นผู้ลงทุนหลัก และผู้ถือหุ้นใหญ่

                จากการที่ได้มีโอกาส เข้าร่วมงาน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ทำให้ผมเริ่มเห็น วิถีการประกอบการ และความเป็นไปในโลกทุนนิยมมากขึ้น กว่าอดีตที่มองออกแค่เรื่องการประดิษฐ์

                ในช่วงที่เริ่มต้นทำงานโดยเริ่มต้นตั้งบริษัท เอ็กทรีมพลัส ผมทุ่มเทให้กับการตั้งบริษัทอย่างสุดความสามารถ ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมองหา มองหาโอกาสทางธุรกิจ ที่ผมสามารถเริ่มทำเองได้ จนทำให้ผมเริ่มมองเห็นกำแพง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับการเริ่มชีวิตการประกอบการของตัวผมเอง นั่นคือ "เงินทุน" แต่ในตอนนั้น ผมเองกลับไม่รู้ตัว ว่า นอกจาก เงินทุนแล้ว สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญกว่าในการเริ่มชีวิตการประกอบการ คือ "ความไม่รู้" ของตัวผมเอง

                ยังดี ที่ผมเองในตอนนั้น ยังมองเห็น ว่า "เงินทุน" เป็นอุปสรรคที่ทำให้เริ่มประกอบการไม่ได้ ผมจึงเริ่มคิด เริ่มหาข้อมูล จนสุดท้ายเริ่มเจอว่า การประกอบการ ที่ผมสามารถใช้ความสามารถของตนเองลำพัง ในการเริ่มต้นได้ โดยไม่ต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นมากนัก คือ การประกอบการ ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศน์ (IT)


                (ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.facebook.com/XtremePlus)



                Quote
                "สิ่งที่มนุษย์บริโภคมากที่สุด ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นข้อมูล"

                เป็นความจริงที่ผมเจอ ในช่วงเวลานั้น

                ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะดูหนัง ไม่ว่าเราจะฟังเพลง ไม่ว่าเราจะอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งการพูดคุยกันคนอื่นก็ตาม ล้วนแล้วแต่ เป็นการบริโภคข้อมูลทั้งสิ้น (ซึ่งข้อมูลที่เราบริโภคอยู่ในแต่ละวัน ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีทั้งหมดนะครับ แต่ผมยังไม่ไปลงประเด็นนี้ ในบทความนี้นะครับ)

                เทคโนโลยีสารสนเทศน์ หรือ Information Technology นั้น คือ เทคโนโลยีที่สนับสนุน มนุษย์ ในการเผยแพร่และบริโภคข้อมูล ซึ่ง ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ในการประเมินของผม ในสมัยนั้น

                อีกทั้ง เทคโนโลยีสารสนเทศน์นั้น มีลักษณะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กล่าวคือ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในการสร้างได้ ไม่ต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทาง เหมือนอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ซึ่ง ผมสามารถเริ่มได้ด้วยตนเอง ลำพัง

                ในช่วงนั้น ประกอบกับรัฐบาล มีนโยบายที่ให้สถาบันอุดมศึกษา สร้างหน่วยงานที่เรียกว่า "ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ" ขึ้นมาเพื่อสนับสนุน ผู้ที่จบการศึกษาจากอุดมศึกษา ให้ขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ ผมจึงตัดสินใจ ลาออกจาก บริษัทเอ็กซ์ทรีมพลัส ที่ร่วมก่อตั้งขึ้นมากับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ หลังจากทำงานมา 3 ปี เพื่อเริ่มเปิดบริษัท IT ของตนเอง ในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมจบการศึกษามา โดยชักชวนรุ่นน้อง ที่ผ่านการฝึกฝนจากชุมนุมโรบอทของ อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา อีก 2 คน มาร่วมเป็นหุ้นส่วน

                ในตอนนั้น ผมและรุ่นน้อง วางแผนกันไว้ว่า จะรับจ้างเขียนโปรแกรม หรือ ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นกระแสเงินสด และจัดตารางเวลา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สำเร็จ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแผนที่ดี แต่ในช่วงเวลานั้น ทั้งผมและรุ่นน้อง ผ่านวันเวลาที่ยากลำบากมากพอสมควร ในการทำงานตามแผนนั้น

                ผลิตภัณฑ์แรกที่ผมเริ่มทำ หลังจากลาออกมาเปิดกิจการของตนเองนั้น เกิดจากปัญหาที่ผมประสบจริง จากการทำงานในบริษัทเอ็กซ์ทรีมพลัส เรื่องการค้นหาผู้ขาย หรือ Supplier ของสินค้าที่เราต้องการ และจากการสอบถามบริษัทต่างๆ ที่ผมได้ติดต่อด้วยในยุคนั้น ปรากฏว่าทุกบริษัทต่างพบปัญหาการค้นหาผู้ขาย หรือ Supplier เหมือนกัน ผมจึงเริ่มคิด พัฒนาระบบ การเชื่อมและกระจายข้อมูลระหว่างลูกค้าและผู้ขาย (คล้ายๆกับระบบ B2B) ปรากฏว่า หลังจากที่เขียนแผนธุรกิจแล้ว จนพัฒนาระบบเสร็จสิ้น กับเกิดปัญหาว่า ไม่สามารถหาผู้เข้ามาใช้งานระบบได้ ถึงแม้จะทำตามแผนธุรกิจที่คิดไว้ ทุกประการ

                ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่ผมคิดไว้ทั้งหมด อาจจะผิดทั้งหมดเลยก็ได้

                ในตอนนั้นเอง ผมจึงได้เริ่มรู้ และได้เริ่มมองเห็น ว่า "ความไม่รู้" ในตัวผมนั้น เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด ในวิถีการประกอบการของผมเอง

                ในช่วงนั้น ที่ผมกำลังเริ่มรู้สึก เคว้งคว้าง และกลัวเพราะไม่รู้อยู่นั้น คุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสมัยนั้น ได้เชิญ คุณเอกราช จันทร์ดอน เข้ามาบรรยายเรื่องแนวคิดการประกอบการสำหรับผู้ประกอบการใหม่ ผมจึงได้ขอเข้าไปฟังบรรยายด้วย

                การที่ได้ฟังบรรยายของ คุณเอกราช ในครั้งนั้น ทำให้ผมได้มองเห็นคำถาม ที่ตัวเองไม่เคยตั้ง เพื่อหาคำตอบ ก่อนกระโดดลงไปประกอบการเต็มไปหมด ทำให้เห็นว่า "ความไม่รู้" ที่ผมมี ก่อนที่จะกระโดดลงไปประกอบการนั้น มากมายเพียงใด (รายละเอียดช่วงที่ได้เจอคุณเอกราช อยู่ในกระทู้ SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ ครับ)

                หลังจากที่ได้รับความรู้จากการฟังบรรยายของคุณเอกราช ผมนำความรู้ที่ได้ กลับไปทบทวนใหม่ และเริ่มกลับมาคิดทบทวนเรื่องแผนการดำเนินงานของบริษัท

                เนื่องจาก มีความไม่รู้มากเกินไป จนหาทิศทางการดำเนินการต่อไม่ได้ ผมจึงตัดสินใจปิดตัว ระบบ B2B ที่สร้างขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรก และเริ่มประเมินหาพื้นที่ที่เล็กลง ที่สามารถตั้งคำถามและหาคำตอบ เพื่อทำลายความไม่รู้ ได้ครบ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวถัดไปให้สำเร็จ

                ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวที่สอง ที่ผมสร้างขึ้น คือ บริการรับส่งแฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่ง สร้างมาจาก การเห็นปัญหา การส่งแฟกซ์ข้ามจังหวัด ที่มีค่าใช้จ่ายสูง และออกให้บริการโดยใช้ชื่อว่า SarapanFax.com

                เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายในการส่งแฟกซ์ได้จริง SarapanFax.com จึงเริ่มมีลูกค้าสมัครเข้ามาใช้งาน ถึงแม้ว่า ระบบและการให้บริการจะยังไม่สเถียรในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านการเรียนรู้ในช่วงนั้น ก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น จนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ยังคงต้องพัฒนาระบบ และขยายการให้บริการอยู่ อย่างต่อเนื่อง


                จากลิงค์ http://sarapanfax.com


                หลังจากที่บริการสารพันแฟกซ์ เริ่มมีแนวโน้มว่าจะเกิดเป็นธุรกิจได้ ผมจึงเริ่มนำหลักการที่ได้จากการสร้างสารพันแฟกซ์ มาทบทวน เพื่อใช้สร้างผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆต่อ เพื่อขยายองค์กรธุรกิจ และได้เชิญ คุณเอกราช จันทร์ดอน มาเป็นที่ปรึกษา และยังคงปรึกษาคุณเอกราช อยู่อย่างสม่ำเสมอ สำหรับปัญหาที่หาคำตอบเองไม่ได้

                จนในตอนนี้ ผมเห็นเส้นทางในการประกอบการของตนเองตลอดจนกระบวนการในการดำเนินการในเส้นทางนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างกับตัวผมเองตอนที่เพิ่งออกมาประกอบการเองอย่างลิบลับจนเทียบกันไม่ได้


                (ขอบคุณรูปภาพจาก http://liveenrol.wordpress.com/2009/12/18/which-institutions-are-open-for-business-during-the-holiday-season/)


                ผมเองขอยอมรับตามตรงครับ ว่าผมโชคดี โชคดีตรงที่ มีครูที่ดีหลายคน ให้ผมได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ผู้ที่สอนให้ผมเข้าใจความเป็นผู้เชียวชาญในวิชาชีพ คุณสุวิทย์ เริงวิทย์ และ คุณอนันต์ ตรีสิริเกษม ที่พาให้ผมได้สัมผัสโลกของทุนนิยม จนถึง คุณเอกราช จันทร์ดอน ที่ทำให้ผมเข้าใจโลกทุนนิยมได้อย่างแจ่มแจ้งขึ้นมาก รวมทั้งเข้าใจคำว่าการประกอบการอย่างชัดเจนถ่องแท้ขึ้นมาก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

                ดังนั้น เหตุที่ผม เปิดชมรม ผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT ในชุมชน Sbntown.com แห่งนี้ ก็เพราะผมเชื่อมั่น ว่า มีเด็กอีกหลายๆ คน ที่มุ่งมั่น อยากเป็นผู้ประกอบการ เหมือนที่ผมอยากเป็น แต่พวกเขาเหล่านั้น อาจไม่ได้โชคดี เจอครูที่ดีเหมือนกับที่ผมได้เจอ

                และเหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อว่า คนที่เรียนจบปริญญาตรีนั้น หากมีความรู้ที่ถูกต้อง มีกระบวนการฝึกที่ถูกต้อง สามารถทำได้มากกว่า การออกไปหางานทำ นั่นคือ การออกมาประกอบการ การออกมาสร้างงานด้วยตัวของเขาเอง

                ผมจึงตัดสินใจ เปิดชมรมนี้ขึ้น เพื่อแชร์ ในสิ่งที่ผมได้รับ ที่นอกเหนือจาก การเรียนในระบบปกติ ให้กับ น้องๆคนอื่น ที่มีความมุ่งมั่นแบบเดียวกับที่ผมมี แต่อาจจะไม่โชคดีเท่าผม

                ถึงแม้ผมเอง ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ จนได้รับการยอมรับอย่างสูง แต่ผมสามารถก้าวผ่าน จากคนที่ ไม่รู้จะเริ่มประกอบการอย่างไร มาเป็นประกอบการได้ ซึ่ง ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ (จากไม่มี เป็น มี) และจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับคนที่มุ่งมั่น อยากจะเป็นผู้ประกอบการ

                จึงขอเปิดชมรมนี้ เพื่อนำสิ่งที่ได้รับ มาให้ต่อ ตามเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นครับ Smiley

                ขอบคุณ Sbntown.com สำหรับการเอื้อเฟื้อพื้นที่ครับ



                ----------------------------------------------------------------------------

                บทความอื่นๆ ใน Group ชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT

                1. การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ
                Quote

                20  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: หากได้รับกระบวนการที่ถูกต้อง คุณสามารถสร้างบริษัทไอที ระดับโลกได้ -- on: June 18, 2012, 02:28:35 pm
                สิ่งที่อยากเล่า จากผู้ผ่านการคัดเลือก ร่วมสร้างงานกับเรา ในปี 2554 คนที่ 2

                Quote

                ผม นายพงศ์พันธ์ เบญจาสินสวัสดิ์
                นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

                ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ได้โอกาส และ เลือกรับโอกาสนี้ไว้
                       


                ตอนเด็กๆผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักธุรกิจ มีบริษัทเป็นของตัวเอง เพราะเห็นว่าอาชีพนี้รวย ด้วยความเห็นนี้ โตขึ้นมาจึงเลือกศึกษาในสาขาวิชาชีพวิศวกรรม เพราะมองว่าสาขานี้น่าจะให้ทักษะความรุ้ความสามารถที่นำไปก่อตั้งบริษัทได้ดั่งที่ตั้งใจ

                แต่หลังจากได้ไปฟังบรรยาย ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ใน ธุรกิจสมัยใหม่"แล้วพบว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้คงลงเอยด้วยการหางานทำ

                เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเข้ามารียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผมไม่ได้เกิดทักษะใดๆ นอกจาก ทักษะการเรียนหนังสือ



                ด้วยทักษะนี้คงไม่สามารถนำไปสร้างธุรกิจอะไรได้ นอกจาก สถาบันสอนพิเศษ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้หรือตั้งใจไว้

                เนื่องจากประสบการณ์ความจนทำให้ผม อยากรวย  อยากได้ อยากมี  อยากอวดเหมือนเพือนคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งนั้นก็คงจะเป็นผม มันคงเป็นอย่างนั้นหากผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ชื่อ "อ่านก่อนที่ชีวิตจะหมดความหมายมากไปกว่านี้"  



                ขอขอบคุณรูปจาก http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=136461

                หนังสือที่ให้ชุดความรู้ผม ทำให้ผมรู้จักตั้งคำถาม ทำไมกับชีวิต ทำไมกับสิ่งที่ตนเองทำ ทำไมกับสิ่งที่ตนเองคิด และเพราะ ทำไม จึงได้รุ้ว่า อะไร คือสิ่งที่มีค่า มีความหมาย ต่อ ชีวิต กันแน่ จากการรู้จักตั้งคำถามที่ควร ด้วย ตัวรู้สึก ที่ควร


                ขอขอบคุณรูปจาก http://odomspeak.wordpress.com/

                ทัศนคติผมก็เริ่มเปลี่ยน เปลี่ยนมาเลือกใช้ และกำหนดชีวิตด้วยตัวผมเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ ปกป้อง ดูแล รักษา สิ่งที่สำคัญของผม และผมเชื่อว่าโอกาสของการสร้างงานในเส้นทางที่ผมเลือกรับนี้ เป็นทางที่ผม จะได้ ปกป้อง ดูแล รักษา สิ่งที่สำคัญของผมไว้ได้ ใน โลก ที่เป็น ทุน นิยม แห่งนี้


                ชื่อ นายพงศ์พันธ์ เบญจาสินสวัสดิ์
                ปัจจุบัน เรียนอยู่ ชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                21  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: หากได้รับกระบวนการที่ถูกต้อง คุณสามารถสร้างบริษัทไอที ระดับโลกได้ -- on: June 18, 2012, 02:22:36 pm
                สิ่งที่อยากเล่า จากผู้ผ่านการคัดเลือก ร่วมสร้างงานกับเรา ในปี 2554 คนที่ 1

                Quote
                สวัสดีครับ
                ผมชื่อ ป๊อป  อายุ 24 ปี ครับ
                เพิ่งจบมหาวิทยาลัย มาหมาดๆ แต่ ได้เข้ามาร่วมสร้างงานกับองค์กร bit ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ จนถึงวันนี้ เรียนจบแล้ว จะครบ 1 ปีแล้วครับ


                วันนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ ว่า 1 ปีที่ผ่านไปนี้ ผมมาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไม ผมจึงตัดสินใจเข้ามาร่วมสร้างงาน กับองค์กรนี้

                ผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่มาจากต่างจังหวัด
                เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพ เมื่อตอนปีพ.ศ. 2549 (แอดมิดชั่นครั้งแรก)
                ผมคงเป็นเหมือน เด็กอีกหลายๆ คนในตอนนั้น (จนถึงตอนนี้) ที่เรียนจบแล้ว
                กลัวไม่มีงาน ที่ทำแล้วได้เงินเดือนสูงๆ
                ในตอนมัธยม จึงขอร้องพ่อแม่ ให้ผมไปเรียนพิเศษแบบบ้าคลั่ง
                จนทำข้อสอบได้ และเข้าเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์รวม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์



                หวังว่าจะจบมาแล้วมีเงินเดือนสูงๆ


                ในวันแรกพบของคณะ วั้นนั้นผมเจอความจริงที่ว่า
                "คนที่เรียนคณะเดียวกับผมนั้น มีมากมายเหลือเกิน"

                หากผมต้องการจบมาแล้วมีงานที่ทำแล้วเงินเดือนสูงๆ เลยทันที ต้องทำยังไงดี
                ผมคิดไว้ว่า จะเลือกภาควิชาการบินและอวกาศในตอนปีสอง
                เพียงแค่หวังว่าจะได้มีคู่แข่งน้อย เพราะภาควิชานี้เปิดมาได้ไม่นาน

                ความคิดตอนนั้นคือ ต้องเรียนให้ได้เกรดสูงๆ แล้วมีบริษัทมาเลือกเราเอง แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ สำหรับผม ที่เรียนให้ได้เกรดสูง มาตั้ง 12 ปีแล้ว

                ความคิดนี้ได้ถูกทำลายลง เมื่อได้ฟังท่านอาจารย์ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา พูดในวันปฐมนิเทศนิสิตใหม่ เมื่ออาจารย์ได้บอกว่า

                Quote
                อาจารย์มีชุมนุมที่สร้างให้นิสิตเป็นนักประดิษฐ์ได้จริง จนสามารถเปิดบริษัทเป็นของตนเองได้ (ชุมนุม ROBOT) โดยทางมหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน จากศูนย์บ่มเพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                ผมเลยคิดได้ว่า อ้าว!! นี่เป็นทางลัดนี่หน่า จากเดิม

                ที่กว่าจะเรียนให้ได้เกรดสูงๆ(ยากมากมาย) อีกตั้ง 4 ปี
                จบแล้วอยากได้เงินเดือนสูง ก็ต้องไปสมัครงานกับบริษัทใหญ่ๆ
                ที่มีคนเกรดเท่าเรา หรือสูงกว่าเราเข้าไปสมัครพร้อมกับเราเต็มไปหมด
                ถ้าโชคดีได้ทำงานก็เป็นวิศวกรจบใหม่ ทำงานอีกไม่รู้กี่ปีกว่าจะมีเงิน
                 และมีอะไรก็ไม่รู้ ที่คิดว่าจะเอาไปสร้างบริษัทได้ จึงค่อยได้เป็นเจ้าของบริษัท


                แต่ทางเลือกที่อาจารย์ปัญญา บอกนั้น

                "แค่มาฝึกให้กลายเป็น นักประดิษฐ์ให้ได้ จะมีโอกาสเป็นเจ้าของบริษัทเลย"

                สั้นกว่ามาก (ดูแค่ประโยคที่ใช้เขียนประโยคนี้ เปรียบเทียบกับประโยคข้างบน ยังได้เลย)
                วันนั้นผมตัดสินใจทันทีว่า ทางนี้แหละ ที่ผมจะเลือกเดิน โดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ชีวิตจะต้องเจออะไรหลังจากนี้
                วันนั้นผมจดเบอร์โทรอาจารย์ผู้นั้นไว้ และไปสมัครชุมนุมนั้นทันที่เมื่อเปิดรับสมัคร
                ชีวิตในมหาลัยส่วนใหญ่ผมจึง ใช้ไปกับชุมนุมนี้


                ในชั้นปีที่สอง ผมเลือกเข้าภาควิชาการบินและอวกาศตามที่คิดไว้ตั้งแต่ก่อนเข้า เพราะคิดว่าถ้าไม่ได้สร้างบริษัทของตัวเองจริง จบไปก็มีคู่แข่งในการรับเข้าทำงานน้อยดี เห็นว่าเป็นสาขาใหม่และเปิดมานานที่สุด ไม่ได้ชอบอะไรเครื่องบินเลยสักนิด

                Quote
                ผมประมาท ไม่มีวินัยในการเรียน ไม่ตั้งใจเรียน และเกเร  ผมไม่ได้รับผิดชอบที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยเลย เห็นได้จาก ในช่วงปีที่สามของการเรียนในมหาวิทยาลัย ผมกินเหล้าเพราะอยากให้เพื่อนยอมรับ ผมติดเกมส์ออนไลน์อย่างมาก  ทำให้สอบไม่ผ่านวิชาในภาค จนทำให้ต้องเรียนถึง 5 ปีจากปกติ 4 ปี


                ในช่วงที่ชีวิตดำดิ่งสู่หุบเหวแห่งความเสื่อมนั้น ผมปฏิเสธความจริงอยู่ตลอดเวลาที่ว่า การศึกษาในภาควิชาการบินและอวกาศ ของผมมันล้มเหลวไปแล้ว ผมยังยึดติดว่า ผมสามารถจบมาแล้วสร้างบริษัทได้จากชุมนุมที่ผมเลือกอยู่

                โดยไม่เคยถามเลยว่า เวลาที่ผ่านไปนั้น ต้องมีทักษะอะไรถึงจะสร้างบริษัทได้

                ในช่วงชั้นปีที่ 5 ของการเรียนในมหาลัย ผมได้ตามหาสิ่งที่ผมทำเป็น ถนัดและ ชอบที่จะอยู่กับมัน คือ เว็บไซค์  ที่ผมทำเป็นตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น มายึดเป็นวิชาชีพหลัก หลังจากที่การเรียนในมหาลัยผมล้มเหลวไปแล้ว ในช่วงชีวิตนั้นเอง ผมเลือกทำงานแรกคือ ทำเว็บไซด์ของชมรม จึงหาความรู้ใหม่ๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาทำ

                ในตอนนั้นเอง พี่ิยิมและพี่ปอ ลูกศิษย์อาจารย์ปัญญา คนหนึ่งที่เป็นรุ่นพี่ชุมนุมผม ที่ได้ออกไปเปิดบริษัทตามที่อาจารย์เคยบอกผมเมื่อตอนปฐมนิเทศ ได้เข้ามาบรรยายที่ชุมนุม robot เกี่ยวกับชีวิตการศึกษา และเรื่องราวชีวิตที่พี่เค้าเลือกออกไปสร้างงานสร้างองค์กร ซึ่งเป็นทางที่ผมกำลังจะออกไปเดินหลังจากนี้


                Quote
                วันนั้นผมได้รู้ความจริงที่ผมปิดปังและปฏิเสธมาโดยตลอดว่า ผมไม่มีความสามารถที่จะสร้างบริษัทของตนเองได้ หากทำไป ก็ทำแบบๆสุ่มทำเอา ซึ่งไม่มีอะไรการันตีได้ว่า มันจะรอดในโลกทุนนิยมนี้เลย
                เพราะแม้แต่คำว่า "งาน" ที่ผมจะออกไปทำนั้น มันหมายความว่าอย่างไร ผมก็ตอบไม่ได้

                แต่ พวกพี่เค้าก็ให้โอกาสเด็กที่การเรียนล้มเหลวและไม่มีทักษะ และวิชาชีพที่ต้องได้ตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย อย่างผม เข้าไปร่วมสร้างงานสร้างองค์กรกับพี่เค้าได้ โดยสัญญาว่าจะสอนให้ผมสร้างบริษัทของผมเองให้รอดในโลกทุนนิยมให้ได้ โดยไม่ใจร้าย และให้กลับบ้านให้ได้ด้วย ในตอนนั้นผมไม่ค่อยรู้เรื่องประโยคหลังเท่าไหร่ แต่ใจมันอยากเข้าร่วมอยู่แล้ว สิ่งเดียวที่ยังไม่ตัดสินใจคือ กลัวโดนหลอก ไม่เชื่อว่า จะมีคนที่ใจดีขนาดนี้อยู่

                แต่หลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ จึงรู้ว่า คนอย่างงี้ก็มีด้วย
                ช่วงชีวิตในตอนนั้น เหนื่อยมาก ที่ต้องเรียนและฝึกที่จะสร้างงานไปด้วย แต่กลับรู้สึกว่า ชีวิตปลอดโปร่ง โล่ง ถึงเหนื่อยแต่ก็เป็นสิ่งที่เลือกเอง Smiley ผมได้เข้าใจมากขึ้นในประโยคทีว่า "ไม่ใจร้าย และกลับบ้านให้ได้" หลังจากเข้ามาฝึกสร้างงานได้สักพัก ทำให้ผมรู้ว่าผมต้องกลับบ้านให้ได้ มีคนรักของผมรออยู่ที่นั้น และเป็นที่ ที่ผมอยากอยู่มากที่สุด
                จากที่ไม่เคยรู้เลยว่า ชีวิตผมจากบ้านมาไกลและนานมากเหลือเกิน


                และไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วที่ต้องออกไปทำงานนั้นไปทำไม

                ในการทำงานจริงนั้น ความรู้ที่ผมสะสมมา เพียงแค่ทำข้อสอบ ผมพบว่า ไม่สามารถใช้ทำงานได้จริง เพราะไม่เคยเอาความรู้ไปใช้​ทำงานจริงเลย เรียนมาก็เอาแค่ผ่าน ให้ได้แค่คะแนน ไม่เคยเรียนให้รู้จริงเลยซักเรื่อง ทักษะวิชาชีพที่ควรได้ ก็ไม่ได้ แล้วจะเอาความรู้ที่ไหนไปใช้ทำงานได้จริง
                 
                “ความรู้ที่ใช้เพียงแค่ทำข้​อสอบ หากไม่เคยใช้ทำงานจริง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ความรู้นั้นใช้ทำงาน ได้จริง”

                ผมยอมรับว่า ที่ผ่านมา ผมเรียนเพราะอยากได้รับการย​อมรับ ไม่ได้เรียนเพราะสงสัยสิ่งใ​ด ผมจึงเรียนแค่ทำข้อสอบ ทำคะแนนให้ได้เยอะๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ความรู้นั้นเอาไปใช้ทำงานจริง ได้อย่างไร ผมจึงตัดสินใจขอเข้าไปเรียน​ใหม่ เกือบทั้งหมด ตั้งแต่พื้นฐาน ที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่​นวิชา ซึ่งพี่ปอ หรือ คุณเอกราช จันทร์ดอน เป็นผู้ก่อตั้งและให้กรอบคิ​ดสำหรับการจัดการการศึกษาที่ถูกต้อง ให้กับศูนย์การเรียนรู้บ้าน​แก่นวิชา และเป็นผู้เขียนหนังสือ “ความลับของคน” ที่ได้รับการคัดสรร ว่าเป็น “ความคิดใหม่” (New thought) โดยห้องสมุดแห่งชาติประเทศ Australia
                ซึ่งที่แก่นวิชาเป็นสถานที่​ สำหรับฝึกให้เราจัดการการศึ​กษาของเราให้ได้ด้วยตนเอง และผมพบว่า ตัวเองมีปัญหาไม่รู้จริงในค​ณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับประถม​ ผมจึงต้องกลับไป
                จัดการการศึ​กษาให้ตัวเองใหม่ เรียนคณิตศาสตร์ใหม่ พร้อมกับเด็กประถม เพราะที่ผ่านมา เรียนเพียงแค่ทำโจทย์เป็น แต่ไม่เคยเรียนให้รู้จริงใน​คณิตศาสตร์เลย ไม่เคยรู้เลยว่า ในคณิตศาสตร์มีอะไรซ่อนอยู่​ เข้าไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิช​า เพิ่มเติมได้ที่นี่

                พี่เค้าให้ฝึก การทำงานจากการเล่นเกม ซึ่งในตอนแรกผมก็งง ว่ามันจะฝึกอะไร ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเล่น ทั้งๆ ที่ผมเป็นเด็กติดเกมมา อย่างนี้ก็ถูกใจน่ะซิ ทำงานแล้วอนุญาติให้เล่นเกมได้ด้วย ดีจัง ... เอ๊ะ !! แล้วนี่ ผมมาที่นี่เพื่ออะไร เพื่อเล่นเกม หรือ เพื่อสร้างงาน?? จริงซึ ผมมาเพื่อสร้างงาน พวกพี่เขาจึงสอนว่า


                Quote
                พวกพี่ไม่อนุญาติให้เล่นเกมใดก็ได้ที่อยากเล่น อย่างนี้ไม่ถูก แค่เอาสนุก ไม่ถูก ถ้าเล่นเพื่อเอาสนุก ไม่ได้การเรียนรุ้ อย่างนี้ไม่เอา เราไม่ได้รวมกันอยู่ที่นี่ เพื่อเล่นเกม แต่ เพื่อสร้างงานร่วมกัน และ เราเรียนรู้ผ่านการเล่นเกมได้ที่ผ่านมา เราเล่นเกม เอาแค่สนุก จากนี้ไป เราเล่นเกม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในตัวเราเอง หากได้การเรียนรู้จาการเล่นเกม และเอาการการเรียนรู้นั้นมาสร้างงานของตนได้ (ตรงนี้เอาการเรียนรู้นะ ไม่ใช่เกม) ชีวิตที่เอาไปแลกมากับการเล่นเกมก็ไม่เสียเวลาเปล่า

                 หากเพื่อนๆ อยากรู้ว่า เกมที่ใช้ในการฝึก มีอะไรบ้าง นี่เลย เจงกิสข่าน,warcraft3,สามก๊ก3 ของค่าย KOEI และ capitalism อ่านเพิ่มเติม>>ที่นี่<<

                หาก แค่เล่นเกมแล้ว สามารถเอาไปทำงาน อย่างที่ผมอยากทำ ได้จริง ในเมื่อผมเองก็เล่นเกมมาตลอด ก่อนจะเจอกับพวกพี่เขาด้วยซ้ำ ผมก็ต้องทำงานได้ด้วยตนเองตั้งนานแล้วซิ ไม่ต้องให้พวกพี่เขาสอนหรอก แต่ในความจริง ก็ผมทำไม่ได้นี่หว่า ผมยอมรับว่าทำไม่ได้ แค่เล่นเกม มันไม่ได้ จึงให้พวกพีเขาสอน ถึงแม้เล่นเกมส์เก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่ผมอยากทำ ให้สำเร็จได้ ก็ที่ผ่านมา ผมเล่นเพียงแค่เอาสนุก ไม่ใช่ เพื่อให้ได้การเรียนรู้ อย่างนี้ ชีวิตผมก็แค่สนุกไปวันๆ แล้วที่เอาชีวิตไปลงทุนแลกมา ท้ายสุด ได้มาแค่สนุก แล้วจะทำสิ่งที่ผมอยากทำ ให้สำเร็จ ได้อย่างไร เล่นเกมจบ สนุก กลับสู่ความจริง ชีวิตยังไม่จบ ต้องทำงาน ไม่ได้สนุก ต้องเรียนรุ้ จึงจะทำในสิ่งที่ผมอยากทำ ให้สำเร็จได้ หากคิดว่า แค่เล่นเกม ก็ทำได้ มันไม่มีอยู่จริหลังจากรับปริญญาเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มได้รับผิดชอบต่อพื้นที่ธุรกิจอย่างเต็มตัว ซึ่งช่วงก่อนหน้านั้น เพียงได้เข้ามาเรียนรู้ การสร้างงานสร้างองค์กรเท่านั้น
                จนตอนนี้ผมกำลังรับผิดชอบพื้นที่ธุรกิจ ระบบ Intelligent Internet Fax Service หรือ Sarapanfax.com อย่างเต็มตัว



                ซึ่งงานนี้ พี่ยิมได้ให้ผมเข้ามาร่วมเรียนรู้ และร่วมบริหาร ก่อนที่ผมจะออกไปสร้างองค์กรของผมเอง ตามที่ได้สัญญาไว้กับพี่เค้าเมื่อวันที่เจอพี่เค้าครั้งแรก คือ บริษัทโฮสติ้ง ซึ่งตอนนั้น ผมไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่หลังจากฟังเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องสร้างบริษัทนี้ และพี่เค้าได้ให้เหตุผลจนทำให้ผมเชื่อว่า ผมสร้างมันได้ ผมจึงเชื่อมันและเลือกจะทำให้ได้

                ตอนเริ่มต้นนั้นพี่เค้าได้สอนผ่านการทำงานผ่านพื้นที่ธุรกิจที่พี่เค้ารับผิดชอบอยู่ และให้ผมได้ไปเรียนรู้ และฝึกทำงานเรื่องโฮสติ้งที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT เพราะที่นั้น เป็นสถานทีวางเครื่อง server computer ที่ใช้ให้บริการโฮสติ้ง แหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตอนนั้นตื่นเต้นมากเพราะ เว็บไชด์ใหญ่ดังๆ อยู่ที่นั่นเต็มไปหมด (อารมณ์เหมือนได้ใกล้ชิดดาราที่ตนคลั่งไคร้) ที่นั่นหนาวมากจนต้องใส่เสื้อกันหนาวไปทุกครั้งที่ไปทำงาน เมื่อมองลงมาจะเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยว และมีตึกสูงตั้งตะหง่านอยู่ที่สองฝั่ง ช่างเหมือนภาพ มหานคร ที่ผมเคยเห็นเมื่อตอนเด็กๆในโปสเตอร์ แท้ๆ



                ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รู้สึกว่า ดีใจเหลือเกิน ที่เลือกมาร่วมสร้างงาน กับที่นี้ในระหว่างการสอนอาจมีเครียดบ้าง เหนื่อย และท้อ กว่าที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด และให้อภัยตนเองได้ แต่หลังจากได้เห็นความจริงแล้ว รุ้สึกดีมาก ยิ่งผ่านมันไปได้เท่าไหร่ ยิ่งเห็นความจริง มากขึ้นเท่านั้น ได้ทำงานที่ตนเองเลือก ได้ใช้ชีวิตในทางที่เจริญ และมีโอกาสที่จะเกษียณ(ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน) จะได้ใช้ชีวิตที่เหลือ อยู่บ้านกับคนรัก ดั่งที่อยากทำมาตลอด

                สุดท้าย อยากชวนทุกคนเข้ามาร่วมสร้างงานร่วมกันกับที่นี่จริงๆ สำหรับทุกคนที่กำลังเรียนอยู่ หรือแม้ทำงานอยู่แล้วก็ตาม
                อยากชวนมาทำงานด้วยกันจริงๆ เพียงแค่ คุณตัดสินใจเลือก ที่จะรับผิดชอบโอกาสที่ได้รับเท่านั้นเอง
                ถ้าคุณพร้อมแล้วจะทำให้คุณได้ฝีกให้มีโอกาสได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ตนเองสร้างเอง
                ซึ่งพี่เค้าได้พยายามอย่างสูงที่จะให้ทุกคนได้รับโอกาสเหมือนอย่างที่ผมได้รับ เท่ากัน
                เห็นได้จากการที่พี่เค้าออกไปบรรยายฟรี ในเรื่อง จากนักเรียนรู้ สู่ ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ใน ธุรกิจสมัยใหม่ มาถึงตอนนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว

                และตอนปิดเทอมเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 ที่จะถึงนี้ จะจัดค่ายฝึกทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง เป็นค่ายที่ตัวผมเองก็เข้าไปเรียนรู้ให้ได้มากๆ เพราะแค่ คำว่า "ทักษะวิศวกรรม" เฉยๆ ผมยังไม่รู้เลยว่ามันแปลว่าอะไร ค่ายนี้ให้สำหรับทุกคนที่อยากได้รับทุกคน มีโอกาสได้รับพร้อมกัน อีกด้วย มากันเยอะๆนะครับ


                b]ประวัติส่วนตัผลงานที่เคยทำ
                ชนะเลิศการประกวดนวัตกรรมกีฬาร่วมกับทีม Performer
                ดูข่าวได้จาก
                สร้างความรู้ สู่การสร้างงาน
                22  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / หากได้รับกระบวนการที่ถูกต้อง คุณสามารถสร้างบริษัทไอที ระดับโลกได้ -- on: June 18, 2012, 02:15:32 pm

                Quote
                "หากได้รับกระบวนการที่ถูกต้อง คุณสามารถสร้างบริษัทไอที ระดับโลกได้"

                การสร้างบริษัทไอที ระดับโลก เป็นเรื่องยากแสนสาหัส ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย

                หากเป็นเรื่องง่าย คนที่มีความรู้ด้านไอที ทุกคน คงสามารถสร้างบริษัทไอที ระดับโลก ของตนเองได้แล้ว


                เราเป็นกลุ่มคน ที่กำลังสร้างบริษัทไอทีระดับโลก โดยนำ กรอบคิดจาก หนังสือ "ความลับของคน" หนังสือไทย เพียงเล่มเดียว ที่ได้รับคัดสรรให้อยู่ในหมวด "New Thought" จากห้องสมุดแห่งชาติ ประเทศออสเตรเลีย และความรู้จากหนังสือชุด "ความจริง จากความคิดใหม่" มาใช้ จนสามารถค้นพบ กระบวนการในการสร้างบริษัทไอที ระดับโลก ได้สำเร็จ

                หนึ่งในพื้นที่ธุรกิจ ที่เรา นำมาทดลอง ใช้กรอบคิด และความรู้ คือ บริการอินเตอร์เน็ตแฟกซ์ Sarapanfax.com ซึ่ง สามารถเป็น บริการอินเตอร์เน็ตแฟกซ์ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ในประเทศไทย ภายในระยะเวลา 2 ปี หลังจากเริ่มนำกรอบคิด และความรู้มาใช้

                หลังจากการใช้กรอบคิด และความรู้ที่เราได้รับ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจึงสามารถค้นพบกระบวนการที่ถูกต้อง สำหรับ สร้างบริษัทไอทีระดับโลก ได้สำเร็จ และ กระบวนการที่เราค้นพบนี้ ถูกรวบรวมจัดเก็บไว้ ใน Meehuajai School of life and "Business School" โรงเรียนธุรกิจ ที่จะทำให้ งานและวิถีชีวิตมีหัวใจ เป็นเรื่องเดียวกัน





                Quote
                "ไม่ใช่ MLM รับสมัครนักศึกษาที่ต้องการ งาน ที่ท้าทาย เพื่อสร้างกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีไอทีที่ดีที่สุดของโลกร่วมกับเรา Business Infrastructure Technology"

                เราต้องการ รับสมัครนักศึกษา เข้ามา สร้างกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีไอทีที่ดีที่สุดของโลกร่วมกันกับเรา โดยเริ่มตั้งแต่ เราให้ พื้นที่ธุรกิจ, เราถ่ายทอด ทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง รวมทั้ง เป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ เดินทางไปกับคุณ คอยถ่ายทอดกระบวนการที่ถูกต้อง เพื่อสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีไอทีระดับโลก ให้คุณ และสุดท้ายคุณจะได้เป็นเจ้าของพื้นที่ธุรกิจ ที่คุณร่วมสร้าง




                ขอบคุณรูปจาก http://ecmagic.blogspot.com/2010_07_01_archive.html

                Quote
                "รับ ทุกคณะ ทุกสถาบัน ไม่จำกัดสาขาวิชา หากไม่ได้จบด้านไอที มีการสอน ทักษวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง ให้ฟรี"

                ด้วยกระบวนการ การถ่ายทอด ที่ได้เราได้รับจาก "ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา" (อ่าน กรอบคิด การจัดการการศึกษาที่ถูกต้อง ตามแนวทางแก่นวิชา ได้ที่นี่) พันธมิตรด้านการสร้างความรู้ ของเรา

                ไม่ว่าคุณจะจบจากคณะใด สถาบันใด เราสามารถถ่ายทอดทักษะวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ขั้นสูง ให้คุณได้แน่นอน ขอเพียงคุณมีความรับผิดชอบ ต่อการศึกษา ของตัวคุณเอง

                และหาก คุณรับผิดชอบ ต่อการสร้างงานร่วมกับเรา จนผ่านกระบวนการสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีไอทีระดับโลก ได้สำเร็จ คุณจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจไอทีสมัยใหม่ ดังใจหวัง




                "การสร้างงาน ที่น้องๆ ทุกๆคณะ ทุกๆสถาบัน มีโอกาส สร้างบริษัท IT สมัยใหม่
                ของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนจบตรงสาย IT"
                โดยที่น้องๆ ที่สนใจสมัคร จะต้องมี คุณสมบัติดังนี้:
                1. มีความชอบและมุ่งมั่น ในการสร้าง และพัฒนา สิ่งประดิษฐ์ ด้าน IT (หรือ หากยังไม่รู้ว่าชอบในการสร้าง
                สิ่งประดิษฐ์ด้าน IT หรือไม่ แต่ถ้า รู้สึกว่า ไม่มีปัญหากับการทำงาน ที่ต้องใช้คณิตศาสตร์ ก็ถือว่า มีคุณสมบัติข้อนี้ เช่นกัน)
                หากมีความชอบและมุ่งมั่นแล้ว แต่ขาดทักษะในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ด้าน IT
                และ ทักษะในการสร้างงาน ไม่ต้องกลัว เพราะ เราสามารถสอนคุณได้

                2. สามารถประเมินเพื่อตัดสินใจ เลือกร่วมงานกับองค์กร โดยใช้ ความมั่นใจในตัวเอง มากกว่า
                ความมั่นคงจาก ชื่อเสียงขององค์กร
                3. ต้องเข้าฟังบรรยาย (เราจะรับคัดเลือกผู้สร้างงาน จากการเข้าร่วมฟังบรรยาย) ในหัวข้อ
                "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"
                (เข้าฟังฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าฟัง) โดยที่เรามีพื้นที่ธุรกิจ  ที่ใช้ สอน และ ร่วมบริหารงาน กับน้องๆ ดังนี้:
                Quote
                วัน-เวลา สถานที่ จัด บรรยาย "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครั้งต่อไป >>คลิ๊กที่นี่<<
                - ระบบ Intelligent Internet Fax Service SarapanFax.com
                - ระบบ Internet Enterprise Resource Planning (iERP)
                - ระบบ Intelligent Internet Mass Communication (iIMC)
                - ระบบ Intelligent Personal Information Management Meejai.com
                รับ 5 คน หากครบแล้ว ต้องรอเปิดรับรอบใหม่ ปี 2555 รับสมัคร ผู้สร้างงาน ร่วมกันกับเรา

                Quote
                อ่านข้อมูลเพิ่มเ้ติมเกี่ยวกับการบรรยาย "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" >>คลิ๊กที่นี่<<
                การคัดเลือกของเรา ไม่ขึ้นกับผลการเรียน หรือ มาจากสถาบันใด แต่เราจะพิจารณาจากความมุ่งมั่น ที่เราเห็น ในวันบรรยาย
                หากไม่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ การเข้าฟังบรรยาย จะเพิ่มโอกาสให้ได้รับคัดเลือกในปีต่อไป
                เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การบรรยาย "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"
                การบรรยายหลักสูตร "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่"
                เป็นการบรรยายที่พูดถึง ทางเลือก และ โอกาส ในชีวิต หลังจากเรียนจบอุดมศึกษา

                Quote
                อ่านเรื่องราว ที่มาที่ไป ของการสร้าง องค์กร bit และ ชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT >>คลิ๊กที่นี่<<
                โดยผู้บรรยาย ที่เคยผ่านการเรียนอุดมศึกษา ออกไปหางานทำ แต่ ได้รับโอกาส รับการถ่ายทอดทักษะ
                การสร้างงาน จึงสามารถออกมาสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ ของตัวเองได้สำเร็จ และอยากให้น้องๆ
                ได้รับโอกาสเหล่านั้นด้วย จึงจัดการบรรยายนี้ และจะมีการแนะนำองค์กร (บริษัท บิสิเนสอินฟราสตรัคเจอร์
                เทคโนโลยี จำกัด)  และเงื่อนไขรายละเอียดในการสร้างงานร่วมกันกับองค์กรด้วย

                Quote

                คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อ อ่าน รีวิว บรรยากาศ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครับ



                การสัมนาครั้งที่ 1 (17 เมษายน 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "เพราะมีคำถาม เราจึงได้คิด หากไม่เคยตั้งคำถาม เราคงไม่ได้คิด... และหากไม่ได้คิด เราคงไม่ได้ทำ" -- พัฒน์ สัตถาสาธุชนะ


                การสัมนาครั้งที่ 2 (1 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "[SIZE="14pt]ครั้งนี้มีผู้สนใจ 2 ท่าน ที่เดินทางตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาฟังการถ่ายทอดครั้งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทราบข่าวการสัมมนาจากทาง facebook ที่ทางทีมงานใช้เป็นช่องทางส่งข่าวกันอีกทางหนึ่ง[/SIZE]"[/COLOR]


                การสัมนาครั้งที่ 3 (สัญจร @นครปฐม) (22 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "แปลกไหม..Huh ครับ ที่เด็ก ป.6 เด็กมัธยมต้น มัธยมปลาย ป.ตรี ป.โท มีทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ คณะแตกต่างกัน... ที่มาเรียนพร้อมกันได้...Huh "
                "พ่อแม่ ผมก็ต้องทำงาน ตัวผมเองก็ต้องทำงาน ผมเลยตัดสินใจมาฟังครับ" -- น้อง ป.6 คนหนึ่ง ที่มาเข้าฟัง


                สำหรับ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" จะจัดขึ้น เป็นประจำ ทุกๆ เดือนนะครับ

                สามารถติดตามรายละเอียดได้ ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=107949

                ขอบคุณครับ Smiley

                สามารถติดตาม วัน-เวลา ในการจัดการบรรยาย และข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการบรรยายได้
                ที่ 0868566670 (คุณป๊อป)
                บริษัท บิสิเนส อินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด
                67/60 ม.6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140
                สอบถามเกี่ยวกับการสมัคร โทร 081-4074720
                a business infrastructure
                technology company
                <bit/>
                Meehuajai Business System

                สร้างความรู้ สู่การสร้างงาน
                23  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่3 on: June 18, 2012, 01:54:22 pm
                Quote

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 1)

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 2)

                24  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่3 on: June 18, 2012, 01:50:28 pm

                ขอบคุณรูปจาก http://online.wsj.com/article/SB124649042816882977.html

                3.แนวทางการขายสินค้า และบริการ

                ความเข้าใจก่อน เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                ไม่มีคํานิยามแน่ชด เกี่ยวกับสิ่งนี้ แค่เข้าใจว่า ถ้ายิ่งรู้จักลูกค้า จะยิ่งขายง่ายฟขึ้น

                ความเข้าใจหลัง เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                มีแนวทางอยู่ 2 แบบ คือ การขายโดยอาศัย ความต้องการที่แท้จริง ของลูกค้า เป็นหลัก และ การขาย
                โดยอาศัย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล กับลูกค้า เป็นหลัก

                โดยที่ การขาย โดยอาศัย ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้านั้น จะกว้างขวางและยั่งยืนมากกว่า

                สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                แน่นอนว่า ก่อนที่เราจะ เริ่มต้นธุรกิจใดๆก็ตาม เราควรต้องมีการวางแผนธุรกิจก่อน ซึ่ง การวางแผนธุรกิจนั้น ที่แน่ๆ จะต้องมีการวางแผนการขาย ถ้าหาก การวางแผนการขาย ไม่เคลียร์ การเริ่มธุรกิจนั้น ก็มีโอกาสเจ๊งไปเกินครึ่งแล้ว
                  
                เหตุที่ผม เน้นเฉพาะส่วน การวางแผนการขาย ในบทความนี้ ก็เพราะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การวางแผนการขาย จะเป็นส่วนที่มีปัญหาที่สด ในการวางแผนธุรกิจ ของผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่



                และองค์ความรู้ ที่ได้ จากคุณเอกราชนั้น สามารถช่วยผู้เริ่มธุรกิจใหม่ ได้วางแผนการขายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมจึงขอนําเฉพาะองค์ความรู้ที่ผมได้รับนี้ มาเผยแพร่ให้ผ้เริ่มธุรกิจใหม่คนอื่นๆ ได้้รู้ด้วย

                ผมขอเน้นเรื่อง การวางแผนธุรกิจอีกครั้ง (หากว่า ใครที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ โดยไม่ได้วางแผนธุรกิจเลยนั้น โอกาสที่จะไม่ประสบความสําเร็จ และต้องเริ่มใหม่นั้น มีเกิน 90 เปอร์เซ็น) การวางแผนธุรกิจ จะประกอบด้วยหลายๆส่วน และการวางแผนการขายนั้น เป็นส่วนหนึ่งในนั้น (ทั้งหมด จะประกอบด้วย แผนการผลิต แผนการจัดการ แผนการเงิน แผนการตลาด และแผนการขาย)


                Quote
                หากว่า มีส่วนใดในการวางแผนธุรกิจนั้น วางไม่ได้ หรือไม่เคลียร์ ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องวางแผน เฉพาะส่วนนั้น ใหม่ แต่หมายความว่า คุณต้องรื้อ แผนธุรกิจคุณทั้งหมด และหาให้ได้ว่า ทําไม่ส่วนนั้น ถึงไม่เคลียร์  

                ผู้เริ่มธุรกิจบางคน เห็นว่า แผนทั้งหมดเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่แผนการขายไม่เคลียร์ ก็ไม่สนใจ เริ่มทําธุรกิจเลย ก็ปรากฏว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนแผนการขายอย่างไร ก็ขายไม่ได้อยู่ดี แสดงว่า สิ่งที่เขาต้องเปลี่ยน คือ สินค้า/บริการ ไม่ใช่แผนการขาย

                เพราะฉะนั้น การวางแผนการขาย ไม่ใช่แค่ เป็นการคิดว่าจะขายอย่างไร แต่ตัวมัน จะเป็นผลสะท้อน ของสิ่งที่คุณคิดว่า จะเป็นธุรกิจได้ ว่ากันตรงๆคือ เป็นผลสะท้อนของ สินค้า/บริการ ของคุณ ว่าจะเป็นธุรกิจ ได้หรือไม่


                Quote
                กลับมาที่เรื่อง แนวทางการขาย จากที่ผมได้รับ จากคุณเอกราชว่า มีแนวทางการขายอยู่ 2 แบบคือ

                การขาย โดยอาศัย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเป็นหลัก

                และ

                การขาย โดยอาศัย ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

                การเลือก ข้อหนึ่งข้อใด ใน 2 ข้อนี้ เป็นแผนการขายนั้น ส่งผลอย่างยิ่ง ต่อธุรกิจ องค์กรธุรกิจ และชีวิต ของคุณอย่างยิ่ง (หากว่าคุณยังดําเนินธุรกิจนั้นอยู่)

                ผู้เริ่มต้นธุรกิจส่วนใหญ่ ที่ผมรู้จักนั้น เข้าใจว่า ธุรกิจ คือการใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เพื่อหาลูกค้า นั่นจึงเป็นที่มาของคําว่า “วิ่ง” ของคําว่า “ตามงาน”

                ดังนั้น การทํางานส่วนหนึ่ง จึงสูญเสียไปกับการรักษา สายสัมพันธ์ส่วนบุคคล กับคนในองค์กร ของลูกค้า


                Quote
                จนบางคน ไม่ได้ตรวจสอบเสียด้วยซ้ำ ว่าธุรกิจที่ทําอยู่นั้น ได้แก้ไขปัญหาของสิ่งแวดล้อมบ้างหรือไม่

                หากว่า ธุรกิจที่ทํานั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อองค์กรของลูกค้าเลย นั่นแสดงว่า ตัวแทนขององค์กรของลูกค้า ที่ติดต่อกับ ธุรกิจคุณอยู่นั้น กําลังเบียดเบียนองค์กรตัวเองอยู่ แล้วคุณคิดว่า องค์กรที่คุณสร้าง จะเป็นองค์กรธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยเจตนาตนได้หรือ


                เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตดู องค์กรธุรกิจ ที่ใช้สายสัมพันธ์ส่วนบุคคล ในการขายสินค้า หรือแม้แต่ในการดําเนินธุรกิจ เป็นหลักนั้น พบว่า เมื่อผู้นําองค์กร วางมือจากองค์กรแล้ว ก็ยังต้องหาทางรักษาสายสัมพันธ์ ของตนเองไว้ เพื่อให้องค์กร ยังอยู่ต่อได้

                แล้วรักษาสายสัมพันธ์ ในรูปแบบไหนหล่ะ ส่วนใหญ่ ก็ต้องเข้าสู่การเมือง ไม่ว่า จะเป็นการเมืองท้องถิ่น หรือระดับชาติก็ตาม

                แล้วคุณคิดว่า ถ้าเดินทางนี้ จะเกษียณจริงๆ ได้เมื่อไร

                แต่หากคุณเลือกอีกทางหนึ่ง เลือกการขายโดยอาศัย ความต้องการที่แท้จริง ของลูกค้า เป็นหลัก ถึงแม้การเริ่มต้นดูจะยากสักหน่อย คงต้องคิดกันหลายๆรอบ กว่าจะได้สินค้าที่สามารถขายได้จริง


                แต่ผมกล้ายืนยัน ว่าคุณมีโอกาส ที่จะเกษียณ ได้มากกว่า การใช้สายสัมพันธ์สวนบุคคล คุณลองดู องค์กรใหญ่ๆ ก็ได้ครับ อย่างเช่น Microsoft หรือ Google

                หากว่า สององค์กรนี้ ต้องขายโดยอาศัย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลแล้ว คงต้องมี ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล กับคนเป็นร้อยล้านคน คงเป็นไปไม่ได้แน่ครับ

                25  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่3 on: June 18, 2012, 01:48:43 pm
                Quote

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 1)

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 2)



                ขอบคุณรูปจาก http://myrealestatetips.biz
                26  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่2 on: June 18, 2012, 01:47:24 pm
                Quote

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 1)

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 3)

                27  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่2 on: June 18, 2012, 01:45:56 pm
                กลับมาดูที่ตัวอย่าง เลขาฯ ชงกาแฟอีกครั้ง หากเราลองนึกภาพดู สมมุติว่า บริษัท ที่คุณเป็นผู้บริหารอยู่ เป็นบริษัทก่อสร้างก็แล้วกัน และ เลขาฯ คนนั้น เกิดมีภาพที่อยากเห็น เป็นร้านกาแฟจริงๆ แต่คุณไม่เคยให้เขาได้มีโอกาสตรวจสอบภาพที่อยากเห็นเลย คุณให้เติบโตในการทํางานไปเรื่อยๆ ธุรกิจคุณขยายตัวไปได้ดี เลขาฯคุณ ก็พัฒนาศักยภาพได้ดี จนคุณให้เขาเติบโตเป็นผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด คุณคิดว่าองค์กรของคุณเริ่มลงตัว และดํารงอยู่ได้ด้วยเจตนาตน คุณจึงเกษียณจากการทํางาน


                ขอบคุณรูปจาก http://berm-bbt.blogspot.com/

                คุณก็คงคิดว่า ทุกอย่างลงตัว เตรียมจะพักผ่อน แต่คุณกลับไม่รู้ตัวว่า ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของคุณ มีภาพที่อยากเห็นอยู่ทุกวันๆ เป็นร้านกาแฟ ซึ่งตัวเขาเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่ด้วยเหตุนี้ ทิศทางขององค์กรคุณ เริ่มหันเหไปทางการขายกาแฟมากขึ้น ซึ่งไม่ได้อยู่ในภาพที่คุณอยากเห็นตอนเริ่มต้นองค์กรแน่ๆ

                Quote
                เมื่อเจตนาขององค์กรเพี้ยนไปจากเดิม การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมขององค์กร ก็ยิ่งเพี้ยน

                สุดท้าย คุณยังไม่เข้าใจ ว่าเหตุเกิดเพราะอะไร แต่ทนดูไม่ได้ คุณก็ต้องกลับมาแก้ไขปัญหาองค์กรต่อ แต่ถ้าเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าผ่านไป แต่ไม่รู้ว่า เหตุที่ทําให้เจตนาเพี้ยนนี้ เพราะอะไร สักพัก เจตนาก็คงเพี้ยนไปในแนวทางกาแฟเหมือนเดิมอีก

                แล้วคุณก็ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอีก แล้วคุณจะได้เกษียณไหม สรุปว่า องค์กรคุณ รักษาเจตนาตนได้ไหม หากคุณเลือกอีกทาง โดยการให้ เลขาฯ ของคุณ ได้มีโอกาส หาภาพที่ตนเองอยากเห็น และพร้อมที่จะสนับสนุนเขา ให้ไปยังภาพที่เขาอยากเห็น ผมเชื่อแน่ว่า เขาจะเป็นมิตรแท้ของทั้งคุณ และองค์กรของคุณ

                มีสิ่งหนึ่งที่คุณเอกราชทั้งสอนผม และเขียนไว้ในหนังสือ “ความลับของคน” คือ


                Quote
                การตัดสินใจอะไรก็ตาม จะมีเหตุมาจาก 2 ทิศ ทิศมีหัวคิด ที่เห็นแต่ประโยชน์ตน และทิศมีหัวใจ ที่เป็นไปเพื่อคนอื่นบ้าง ทั้ง 2 ทิศ นั้น เมื่อเดินไปจนสุดทางแล้ว ผลของการตัดสินใจจะออกมาเหมือนกัน

                ผมยอมรับ ว่าผมเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากๆ คนหนึ่ง ดังนั้น การตัดสินใจ และเหตุผลในการตัดสินใจ ในบทความที่ผมเขียนนั้น มาจากทิศมีหัวคิดจนสุดทั้งสิ้น คุณลองย้อนกลับไปอ่านก็ได้ ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมเขียนอธิบายมา เพราะกลัวว่าตนเองจะไม่ได้เกษียณทั้งสิ้น จึงต้องนึกภาพเสียหลายๆภาพ คิดอะไรซับซ้อนมากมาย  

                Quote
                ผมยกตัวอย่าง เลขาฯ อยากเป็ดร้านกาแฟด้านบนก็แล้วกันครับ  

                หากเราใช้ทิศ “มีหัวคิด” ก็ตองคิดเยอะ อย่างที่ผมเขียน

                หากเราใช้ทิศ “มีหัวใจ” ก็แค่รู้สึกว่า อยากให้เลขาฯ ได้ไปสู่ภาพที่เขาอยากเห็น
                 

                ผมรับรองได้ ว่าการตัดสินใจสุดท้าย ออกมาเหมือนกันทุกประการ คุณลองเลือกเอาแล้วกันครับ ว่าจะตัดสินใจด้วยเหตุไหน

                กลับมาที่เรื่อง การให้โอกาสทีมงานต่อนะครับ ตอนนี้ หลายๆคนที่อ่าน คงเกิดคําถามว่า อย่างนี้ ทุกคนออกเดินทางไปสู่ภาพที่อยากเห็นกันหมด แล้วใครจะทํางานอยู่ต่อหล่ะ

                หากคุณคิดแบบนี้จริงๆ คุณก็ต้องรีบตรวจสอบตัวเองนะครับ เพราะหากไม่ระวัง คุณก็จะหาวิธี “ขัง” คนในองค์กรคุณ ไม่ให้ไปสู่ภาพที่เขาอยากเห็นแล้วปัญหาก็จะเกิด อย่างที่ผมยกตัวอย่างไว้ด้านบน

                ต่อมา คุณลองละคําถามด้านบนไว้ก่อน และนึกภาพไปเรื่อยๆ ว่าแต่ละคนเจอภาพที่ตนอยากเห็น แล้ว

                ก็ไปสู่ภาพนั้นกันเรื่อยๆ แล้วก็มีคนใหม่ ที่วนเข้ามาในองค์กรคุณเรื่อยๆ แล้วเกิดมีคนหนึ่ง แล้วเกิดมีภาพที่อยากเห็น เป็นส่วนหนึ่งของภาพที่คุณอยากเห็น หรือตรงกับที่คุณอยากเห็นพอดี แล้วคุณจะทําอย่างไรหล่ะ ก็ลองใช้วิธีเดียวกับ ที่คุณใช้กับคนอื่น ให้โอกาสเขา ไปสู่ภาพที่อยากเห็น แล้วองค์กร ที่เขาจะต้องสร้าง ก็จะหน้าตาเหมือนองค์กรคุณหน่ะสิ แล้วจะสร้างมาเป็นคู่แข่งกันหรืออย่างไร

                แล้วคําถามก็เกิดขึ้นในใจว่า แล้วทําไมไม่ให้เขาดูแลองค์กรคุณต่อหล่ะ นั่นแหละครับ คําตอบ เขานั่นแหละ จะเป็นผู้บริหารที่ไม่ทําให้เจตนาองค์กรของคุณเพี้ยนไปจากที่คุณวางไว้

                แต่สิ่งสําคัญที่สุด คือ คุณต้องให้โอกาสเขา ได้เป็นเจ้าขององค์กรด้วย เพราะขนาดคน อื่นยังได้เป็นเจ้าขององค์กรกัน มาตรฐานโอกาสที่คุณให้กับทุกๆคน ควรจะเท่ากัน จริงไหม

                พอกลับมาดูเรื่องการเป็นเจ้าขององค์กร แล้วคุณที่เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรหล่ะ จะทําอย่างไร ต้องโอน กรรมสิทธิ์เจ้าของทั้งหมดไปให้เขาเหรอ คําตอบคือ ไม่ใช่ คุณก็แบ่งหุ้นที่คุณมีอยู่ ให้เขาตามสมควร เพื่อให้เขาได้เป็นเจ้าขององค์กรเช่นกัน

                แต่คําว่าตามสมควรนี้ควรเป็นเท่าไร ผมเอง ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่สามารถให้คําตอบคุณได้เช่นกัน

                ผมว่า หากคุณเดินมาถึงจุดนี้แล้ว อยากได้กรอบคิดเพื่อตัดสินใจ ผมแนะนําว่า คุณควร
                เชิญคุณเอกราชมาเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ จะดีที่สุดครับ
                28  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่2 on: June 18, 2012, 01:42:16 pm
                ผมยกตัวอย่าง ตามความเข้าใจของผมนะครับ สมมุติว่า คุณเป็นผู้บริหารบริษัท อยู่บริษัทหนึ่ง แล้วคุณมีเลขาฯ หน้าห้องอยู่คนหนึ่ง คุณง่วงนอน อยากกินกาแฟ เลยให้เลขาฯหน้าห้องคุณ ไปชงกาแฟมาให้คุณ


                ขอบคุณรูปจาก http://www.inmagine.com/maku038/maku038021-photo

                จากเหตุการณ์นี้ ใครเป็นคนอยากกินกาแฟ คุณอยากใช่ไหม แต่คุณใช้คนอื่นไปชงกาแฟ อย่างนี้คุณ รับผิดชอบความอยากของตนไหม แล้วคุณลองนึกภาพดู ในชีวิตประจําวัน ในแต่ละวัน คุณมีพฤติกรรม ที่มีเหตุลักษณะนี้ กี่ครั้ง แล้วถ้าจะแก้ไข จนเหตุเหล่านี้หายไป คุณคิดว่า คุณจะใช้เวลากี่ปี

                ถึงตอนนี้ บางคนอาจจะเกิดคําถามขึ้นมาว่า แล้วไง ทําไมผมต้องแก้ไขเหตุเหล่านี้ด้วย ผมกล้าพูดเลย
                ว่า ถ้าคุณไม่แก้ไขเหตุลักษณะนี้ให้หมด คุณไม่มีวันสร้างองค์กรที่พึ่งเจตนาตน ได้เลย

                ส่วนเหตุผล ว่าทําไมสร้างองค์กรที่พึ่งเจตนาตน ไม่สําเร็จนั้น คุณลองอ่านบทความนี้ต่อไปจนจบ แล้วคุณจะได้คาตอบเองครับ (แต่ถ้าใครยังเถียงต่อว่า อ้าว ก็ผมไม่ได้อยากสร้างองค์กรสําเร็จนี่ ถ้าคุณคิดอย่างนี้จริงๆ ผมแนะนําให้คุณป็ดบทความนี้แล้วไปทําสิ่งที่คุณคิดว่าควรทําดีกว่าครับ)
                 
                คุณเอกราชมักจะยกตัวอย่าง การสร้างองค์กร ก็เหมือนกับการเดินเรือ ภาพที่อยากเห็น คือ แผ่นดิน ที่เราอยากไป ผู้นําองค์กร ก็เหมือนกัปตันเรือ แล้วเหตุที่ต้องออกเรือ ไปแผ่นดินใหม่ ก็เพราะกัปตันอยากไป กัปตันอยากเห็น

                คนที่เป็นกัปตัน ก็ควรต้องใส่ใจ และรับผิดชอบ เหตุทุกเหตุ ที่ทําให้เรือลํานั้นไปถึงแผ่นดินใหม่ ที่เขาอยากเห็นได้

                คนที่เป็นกัปตันเรือส่วนใหญ่ เข้าใจว่า แค่หาเรือ หาบุคคลากรบนเรือให้ครบ หาแผนที่ แล้วก็ออก เดินทาง แล้วตัวเอง ก็บอกเปาหมาย ให้แผนที่แก่บุคคลากรบนเรือ พอให้แล้ว ก็นั่งกินเหล้าทุกวัน นอนรอ เมื่อไรเรือจะถึงแผ่นดินใหม

                ระบบทุนนิยม มักจะทําให้ผู้เริ่มตั้งองค์กรธุรกิจ เข้าใจผิดๆแบบนี้

                เข้าใจว่า ประเมินหาธุรกิจใหม่ ที่จะทําเงินได้ หาคนมาทํางาน ลงเงิน แล้วก็จบ จริงๆ ผมยืนยันว่ามันไม่ใช่ หากว่า กัปตันเรือ มีทัศนคติแบบนี้ พอออกเรือไปสักพัก บุคคลากรในเรือสักคนที่พัฒนาตนเองขึ้นมา จนพร้อมจะเป็นกัปตัน ก็คงจะยึดตําแหน่งกัปตัน แล้วก็หันหัวเรือไปสู่แผ่นดินที่ตัวเขาเองอยากไป

                หรือไม่ บุคคลากรในเรือ ก็คอยๆ ลาออกไปอยู่เรือลําอื่น แผ่นดินที่กัปตันคนเดิมอยากเห็น ก็จะไม่มีทางไปถึง ถึงตอนนี้ บางคน อาจเข้าใจว่า ต้องระวังบุคคลากรในเรือ ไม่ให้พฒนาขึ้นมาเป็นกัปตัน

                อย่าเข้าใจแบบนั้นเป็นอันขาดนะครับ ผมกําลังจะเขียนอธิบาย เรื่อง ทีมงานภายในองค์กร ในอีก 4‐5 ย่อหน้าถัดไปนี่แหละ ไว้รออ่านกันตรงนั้นนะครับ




                ที่ผมกล้ายืนยันว่า กัปตันเรือ ต้องรับผิดชอบความอยากที่จะไปให้ถึงแผ่นดินใหม่ จนสุดทางนั้น เพราะ

                ผมเอง เคยผ่านเหตุการณ์ เรือแตก บุคคลากรลาออก มาแล้ว และสาเหตุที่เรือแตกนั้น ก็เพราะกัปตัน ซึ่งคือผมเอง มัวแต่นั่งกินเหล้าไงครับ (คําว่านั่งกินเหล้านี้คือ ใช้ให้คนอื่นทํางาน ที่เป็นความอยากของเรา)

                ผมยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ สมมุติว่า บริษัท A มีกันอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้นํา อีกคนเป็นคนที่มาทํางานด้วย แล้วมีงานเข้ามา 2 งาน ผู้นํารู้อยู่แล้ว ว่างาน อันไหนหนักว่า อันไหนเบากว่า

                แต่ก็เลือก ให้คนที่มาทํางานด้วย ทํางานที่หนักกว่า ตัวเองเลือกทํางานเบา คนที่มาทํางานด้วย จะรู้หรือไม่รู้ ก็แล้วแต่ ว่างานอันไหนหนัก งานอันไหนเบา แต่ก็ถูกใช้ให้ทํางานหนักไปแล้ว แล้วเหตุการณ์นี้ ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจํา

                เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ เลขาฯชงกาแฟ ด้านบน เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ละเอียดขึ้น แต่ก็เกิดจากเหตุเดียวกันคือ ไม่รับผิดชอบ ต่อความอยากตน ซึ่ง ถ้าผู้นําองค์กร มีเหตุแบบนี้อยู่ แต่ไม่เร่งแก้ไข องค์กรก็คงจะพัง ในไม่ช้า

                ลองนึกภาพกันต่อนะครับ สมมุติว่า ผู้นําบริษัท A เป็นคนที่ประเมินโอกาสทางธุรกิจแม่น และองค์กร ก็ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ แล้วธุรกิจ ก็เกิดการขยายตัว รับบุคคลากรเพิ่ม คนที่เข้ามาทํางานด้วย คนเดิม ก็เลยมีลูกน้อง แต่พอ มีงานเข้ามาให้ทํา ตัวเอง ก็เลือกทํางานสบาย ให้ลูกน้องทํางานหนัก อย่างที่ตัวเองเคยประสบมา ตอนเริ่มตั้งองค์กร


                Quote
                แสดงว่า ผู้นาองค์กรนี้ ได้สร้างวัฒนธรรม “การเกี่ยงงาน” ให้กับองค์กรไปแล้ว

                แล้วต่อมา หากการแข่งขันระหว่างองค์กร ในธุรกิจ ที่บริษัท A ทําอยู่ สูงขึ้น องค์กรที่มีวัฒนธรรมการเกี่ยงงาน จะไปรอดได้อย่างไรครับ

                ปัญหา เรื่องการ ไม่รับผิดชอบ ต่อสิ่งที่ตนอยาก นั้น ผมจึงกล้าบอกว่า กว่าเราจะฝึกตนจนแก้เหตุนี้ได้ หมดนั้น อาจจะกินเวลากันเป็นค่อนชีวิตทีเดียว (ผมเองก็อยู่ในระหว่างการฝึกเช่นกันครับ)

                ต่อมา เป็นเรื่อง ทีมงานคนอื่นๆ ในองค์กร นะครับ เราคงปฏิเสธไม่ได้ ว่าการสร้างองค์กรนั้น ต้องมีทีมงานคนอื่นๆ มาทํางานด้วยกัน แต่สิ่งที่ ผู้เริ่มตั้งองค์กรส่วนใหญ่ มองเห็นคือ มาทํางานแทนเรา แล้วรับค่าจ้าง

                แค่นั้น แค่การเริ่มสร้างองค์กรธุรกิจ โดยมีทัศนคติแบบนี้ ก็ไม่มทางสร้างองค์กรธุรกิจ ที่อยู่ได้ดวยเจตนาตน ไม่ได้แล้วครับ

                คุณเอกราช ย้ำผมเสมอว่า สิ่งสําคัญที่สุด ที่ต้องคํานึงถึงคือ ทีมงานทุกคน ที่เข้ามาทํางานกับเรา นั้น พวกเขาเป็น คน เหมือนเรา เมื่อเป็นคนเหมือนเรา แสดงว่า เขาเองก็ต้องมีภาพที่เขาอยากเห็น เขาเองก็ต้องมีความอยากของเขา และเขามีเวลาชีวิตจํากัด เท่าๆกับ ที่เรามี

                ดังนั้น สิ่งที่สําคัญที่สุด ที่ผู้นําองค์กร ต้องย้ำกับตัวเองอยู่เสมอคือ ต้อง ให้โอกาสทีมงานทุกคน อย่าง น้้อยให้เท่ากับที่ตวเองได้รับโอกาส ทั้งจากคนอื่น และตัวเอง บางคนที่อ่านถึงตรงนี้แล้ว อาจจะเริ่มงง ว่าการให้โอกาสตัวเอง คืออะไร
                 
                ก่อนจะพิจารณาเรื่อง การให้โอกาสตนเองนั้น สิ่งสําคัญที่คุณเอกราชเน้นย้ำผมเสมอ และผมเองก็อยากให้คุณระลึกอยู่เสมอ คือ ไม่ว่าเราจะทําอะไรก็ตาม ไม่ว่าสิ่งนั้น จะสําเร็จ หรือไม่สําเร็จ การที่เราได้เริ่มลง มือทําอะไรสักอย่าง แสดงว่า มีคนให้โอกาสเราอยู่ ไม่มีทางที่คุณจะได้เริ่มทําสิ่งใด โดยที่ไม่มีใครให้โอกาสคุณ

                เพราะฉะนั้น การที่คุณควรจะต้องคอยมองหาอยู่เสมอ ว่าใครกําลังให้โอกาสคุณ และคุณรับผิดชอบต่อสิ่งที่คุณได้รับ มากน้อยเพียงใด หากไม่อย่างนั้น คุณกําลังสร้างวัฒนธรรม “ทรยศ เนรคุณ” ไว้ในองค์กรคุณ

                กลับมาที่เรื่องให้โอกาสตนเอง ผมยกตัวอย่างก็แล้วกัน ถ้าคุณอยาก เกษียณงาน และมีรายได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องทํางาน แล้วคุณกําลังสร้างองค์กรธุรกิจอยู่ เพื่อให้สิ่งที่คุณอยากนั้น เป็นจริง นั่นแหละ นอกเหนือจากโอกาสที่คุณได้รับจากคนอื่นๆ คุณกําลังให้โอกาสตัวเอง ในการไปสู่ สิ่งที่คุณอยาก

                ผมขอกลับไปใช้ตัวอย่าง ผู้บริหารที่ใช้ เลขาฯ ชงกาแฟให้ตัวเองนะครับ บางคน อาจจะบอกว่า การที่ให้เลขาฯ ไปชงกาแฟนั้น เป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาต้องทําอยู่แล้ว หรือว่า ซ้ำร้าย อาจจะบอกว่า ตอนรับเข้ามาทํางาน ก็ได้เขียน ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ว่าต้องชงกาแฟด้วย

                หากคุณคิดแบบนั้นจริงๆ คุณคงต้องตรวจสอบตัวเองแล้วหล่ะ
                 
                ตอนคุณรับ เลขาฯ คุณเข้ามาทํางาน คุณได้ให้โอกาสเขาหาตัวเอง แล้วบอกคุณหรือไม่ ว่าสิ่งที่เขาอยาก ภาพที่เขาอยากเห็น คืออะไร สมมุติว่า สิ่งที่เขาอยาก คือ อยากเป็ดร้านกาแฟ แล้ว คุณก็ให้เขา ชงกาแฟให้คุณทุกวัน แล้วคุณช่วยคอมเมนต์ รสชาติให้ แล้วพร้อมจะสนับสนุนเขาไปเป็ดร้านกาแฟ เมื่อเขาพร้อม นั่นแสดงว่า คุณกําลังเริ่มให้โอกาสเขาแล้วหล่ะ

                แต่ถ้าไม่ใช่ หรือคุณไม่เคยถามเขาเลย ว่าสุดท้าย ภาพทีอยากเห็น คืออะไร และก็ให้เขาทํางานตามที่คุณอยากให้ทํา คุณก็กําลังไม่รับผิดชอบต่อความอยาก ของคุณอยู่นั่นเอง

                คําถามต่อมา แล้วถ้า ไม่ให้โอกาสทีมงาน เท่ากับที่เราให้โอกาสตัวเอง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับองค์กรที่เรา กําลังสร้างหล่ะ

                 


                มีต่อ Post ด้านล่างนะครับ
                29  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่2 on: June 18, 2012, 01:40:12 pm

                2. องค์กรธุรกิจ

                ความเข้าใจก่อน เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                ตอนนั้นผมไม่เข้าใจความหมายของคําคํานี้มากนัก หากย้อนนึกไป คงเข้าใจว่า เป็นองค์กร ที่หวังผลกําไรทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ห้างหุ้ส่วน หรือ อะไรทํานองนั้น

                ความเข้าใจหลัง เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                องค์กร เป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีเจตนาในการคงอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง เจตนานั้น ได้รับการสืบทอดมาจาก ตัวผู้ก่อตั้งองค์กร อายุขององค์กรนั้น ขึ้นอยู่กับ เจตนาขององค์กร

                หากเจตนานั้น ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ ให้สังคมที่อยู่ องค์กรนั้น ก็ไม่สามารถดํารงชีวิตอยู่ต่อไปได้

                เมื่อมามอง คําว่า องค์กรธุรกิจ องค์กรธุรกิจ นั้นคือ องค์กรที่มีเจตนาในการทําธุรกิจ องค์กรธุรกิจนั้น จําเป็นต้องอยู่ได้ด้วยผลกําไรจากธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องแสวงหาแต่ผลกําไรอย่างเดียว ซึ่งก็ขึ้นกับเจตนาขององค์กร ว่าจะ “พอ” ในแง่ของการแสวงหาผลกําไรเมื่อไร และจะ “ให้” คืนกับสังคมที่ตนอยู่ ในรูปแบบใด ซึ่งเจตนานั้น แรกเริ่มเดิมที ก็มาจาก เจตนาของผู้ก่อตั้งองค์กรเป็นสําคัญ ว่าผู้ก่อตั้งคนนั้น มีภาพที่อยากเห็น เป็นแบบใด

                สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                ผมเชื่อว่า คนทุกคน ที่อยากจะเริ่มต้นธุรกิจนั้น ต้องเคยผ่านการ อ่าน และศึกษา เรื่องราวขององค์กรธุรกิจ ที่ประสบความสําเร็จในอดีตมาบ้าง ไม่มากก็น้อย บางองค์กรนั้น มีอายุผ่านมาเป็น ร้อยปี ผู้ก่อตั้งก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ตัวองค์กร ก็ยังมีชวิตอยู่ต่อ นั่นเพราะอะไร  

                ผมเชื่อว่า ผู้เริ่มก่อตั้งธุรกิจใหม่ หลายๆคน รวมทั้งผมด้วย ก็มองแค่ผิวเผินว่า ก็ องค์กรเหล่านั้น มีสินค้าอยู่แล้ว เงินก็มี ลูกค้าก็มี คนทํางานก็มีแล้ว ก็ต้องยังอยู่ได้สิ ก็มันตั้งตัวได้แล้วนี่



                หนึ่งในภาพบรรยากาศในห้องประชุม สมัย คุณ โคโนสึเกะ มัตซูชิตะ ยังบริหารงานอยู่
                ขอบคุณรูปจาก http://images.google.com/hosted/life/l?imgurl=7d46279b0c060e80

                คุณเอกราชก็อธิบายให้ผมเข้าใจว่า หากว่ามีเหตุเพียงเท่านี้ ทําให้องค์กรยังอยู่ได้ แล้วทําไม บริษัท หลายๆบริษัท ที่มาถึงรุ่นที่ 2 (ที่เรียนก็สูงกว่า ใช้ความรู้สมัยใหม่กว่า) บริหารแล้วเจ๊ง หรือต้องขายกิจการ ทั้งๆที่รุ่นแรก สร้างองค์กรไว้ ดูจะเจริญรุ่งเรืองเสียด้วยซ้ำ แล้วทําไมองค์กรอย่าง ฮอนด้า โตโยต้า มัสซูชิตะ จึงเจริญงอกงาม กลายเป็นองค์กร ที่สร้างงาน สร้างคน ได้มากมาย ให้แก่ประเทศญี่ปุ่น

                หากว่า เหตุ ที่ทําให้องค์กรยังมีชีวิตอยู่ หลักจากรุ่นผู้ก่อตั้ง มีแค่เพียงที่ผมกล่าวข้างต้น ทุกๆ องค์กร คง สามารถเจริญงอกงามได้อย่าง มัสซูชิตะ แล้วสิ

                คําถามเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทาให้ผมเริ่มฉุกคิด ถึงความแตกต่าง ระหว่างองค์กร ที่อยู่ด้วยเจตนาตน และองค์กรที่อยู่ได้เพราะผู้ก่อตั้ง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะคิดหาคําตอบออก

                คุณเอกราช ก็สอนต่อว่า ทุกๆองค์กร อยู่ได้ด้วยเจตนาของมัน หากว่า เจตนานั้น ยังแก้ปัญหาให้สังคม หรือสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ได้ องค์กร ก็ยังคงอยู่

                อย่างเช่น มัสซูชิตะ ที่เริ่มต้น ผลิตหม้อหุงข้าวคุณภาพสูง แต่ราคาต่ำ ให้คนญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกฯ เพราะเป็นห่วงๆ ทุกๆครอบครัว ว่าจะไม่มีหม้อหุงข้าวดีๆ ใช้

                ซึ่งเจตนา ณ ตอนนั้น ของมัสซูชิตะ เป็นเจตนาที่มุ่งแก้ปัญหาให้สังคมที่ตัวเขาอยู่ และหากเจตนานี้ ได้รับการสืบทอดให้แก่ผู้นําองค์กร จากรุ่น สู่รุ่น เจตนาขององค์กร ก็ยังเป็นเจตนา ที่ม่งแก้ปัญหาให้แก่สังคม

                (หมายถึงว่า มีทิศทาง ในการสร้างอุปกรณ์ไฟฟ้า ในการแก้ปัญหา ของชาวญี่ปุ่น ทุกๆบ้าน ไม่ได้หมายความว่า ยังคงมุ่งมันผลิตหม้อหุงข้าวต่อ เพียงอย่างเดียว)

                อย่างนี้องค์กรจึงจะอยู่ได้ ด้วยเจตนาตน

                ลองนึกภาพต่อ หากองค์กรที่สร้าง ถึงแม้มีเจตนาชัด ไม่ได้มเจตนาเพื่อแก้ปัญหาสังคม สมมุติเช่น

                นายหน้าขายข้าวที่กดราคาชาวนาต่ำ แต่ไปขายต่อแพงๆ เจตนาอย่างนี้ นอกจากจะไม่แก้ปัญหาสังคมแล้ว ยังสร้างปัญหาซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งถ้าชาวนาเขาไม่มีทางเลือก เพราะไม่มีช่องทางอื่นปล่อยสินค้า ก็จําเป็นต้องเลือก นาหน้ารายนี้ เลือกเพราะไม่มีตวเลือกอื่น
                 
                หากว่า ต่อมา มีคนเล็งเห็นปัญหานี้ เริ่มสร้างองค์กรค้าข้าว โดยมีเจตนา เป็นไปเพื่อ ต้องการให้ ชาวนาระบายสินค้าของตนจริงๆ ไม่ได้เจตนาเพื่อจะเอากําไรอย่างเดียว โดยการกดขี่ชาวนา

                ผมกล้ายืนยันได้เลยว่าเงื่อนไขการรับซื้อขาว ก็จะต่างกับ องค์กรแรก อย่างลิบลับ

                และแน่นอนว่า ทันทีที่ชาวนาเห็นเงื่อนไข ก็คงตัดสินใจเลือกค้าขายกับองค์กรนี้ทันที องค์กรแรก ก็คงจะเจ๊งไปโดยปริยาย



                ขอบคุณรูปจาก http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=72289

                อีกสิ่งหนึ่งที่คุณเอกราชย้ำเสมอ ในขณะที่สอนผม และในหนังสือ “ความลับของคน” ที่คุณเอกราชเป็นคนเขียนนั้น คือ

                Quote
                เวลาที่เรามอง สรรพสิ่งต่างๆ เราต้องมองให้ครบ ทั้ง “ตัวเรา” และ “สิ่งแวดล้อม”

                การสร้างองค์กรธุรกิจก็เช่นกัน ผู้ที่เริ่มสร้างองค์กรนั้น ก็ต้องมองให้เห็นทั้ง ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ใน “ตัวองค์กรเอง" และ “สิ่งแวดล้อมขององค์กร”

                ที่ผมได้สื่อสารไปข้างต้น ถึงเรื่องเจตนาขององค์กร ที่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่อง “สิ่งแวดล้อมขององค์กร” ทั้งสิ้น บางองค์กร ถึงแม้จะมีเจตนาที่ดี แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้จริง แต่ไม่ได้ระวัง ป้องกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น ภายในตัวองค์กรเอง องค์กร ก็ไม่สามารถอยู่ได้เช่นกัน  
                 
                เอาหล่ะ ต่อมา เราจะมาพูดถึงเรื่อง “ตัวขององค์กรเอง” นะครับ  

                เมื่อเราใช้ วิธีการมอง “ตัวเรา” และ “สิ่งแวดล้อม” ที่คุณเอกราชถ่ายทอดให้ เข้ามามองที่ “ตัวของ องค์กรเอง” เราก็จะพบว่า “ตัวเรา” ก็คือ ตัวเราเอง และ “สิ่งแวดล้อม” ก็คือ ทีมงานคนอื่นๆ ในองค์กร

                ผมเชื่อว่า ผู้ที่เริ่มสร้างองค์กรเกือบทุกคน ก็คงมอง ออกถึงสองสิ่งนี้ แต่ส่วนใหญ่ (รวมทั้งตัวผมเอง) เลือกจะสนใจแต่ ตัวเราเอง ไม่เคยสนใจ ใส่ใจ ถึง ทีมงานคนอื่นๆ ในองค์กร

                คิดว่า องค์กรนี้ เป็นของเราคนเดียว ทีมงานคนอื่น คือคนที่เราใช้ เงิน “จ้าง” มาทํางาน

                ถ้าหาก ณ ตอนนี้ คุณยังคิดอย่างนี้อยู่ ต้องทบทวนตัวเองแล้วนะครับ อย่างนี้ ไม่มีทางสร้างองค์กรสําเร็จได้เลย (ที่ผมกล้าฟันธง เพราะผมก็เพิ่งรู้ตัว และเปลี่ยนทัศนคติ มาเมื่อไม่นานมานี้)
                 
                การมองตัวเราเอง ให้เห็นชัดอย่างถ่องแท้นั้น เป็นเรื่องยาก เพราะต่างคน ก็ถูกหล่อหลอมมาไม่
                เหมือนกัน ความอยากภายใน ก็ย่อมไม่เหมือนกัน นั่นจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะสามารถอธิบาย ถึงปัญหาที่มาจาก ภายใน ของตัวผู้นําองค์กร ได้ครอบคลุมทั้งหมดทุกคน

                ในบทความนี้ ผมทําได้แค่เพียง อธิบายความเข้าใจของผม ในสิ่งที่คุณเอกราชได้ถ่ายทอดมาตลอด 1 ปีเศษที่ผ่านมา ซึ่ง หากคุณต้องการแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะกับตัวคุณนั้น

                ผมว่า คุณคงต้องเชิญคุณเอกราชมาเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจแล้วหล่ะ หรือไม่ก็ ต้องอ่านหนังสือ

                "อ่านก่อน ที่ชีวิตจะหมดความหมาย ไปมากกว่านี้"  "ความลับของคน" และ "ความจริงที่ทําให้รวย ที่คุณเอกราช" เป็นคนเขียน

                ผมมั่นใจ ว่าความรู้ ที่มีในหนังสือเหล่านี้ จะช่วยคุณได้อย่างมากทีเดียว



                ถ้าถามถึงความเข้าใจของผม ตลอด 1 ปีเศษ ที่คุณเอกราชพยายามถ่ายทอด เกี่ยวกับตัวผู้นําองค์กร
                เองนั้น คือ


                Quote
                การยอมรับ และรับผิดชอบ ต่อความอยากของตน

                ถ้าอ่านถึงตรงนี้ หลายๆคน อาจจะงง ถ่ายทอดมา1 ปี มีแค่นี้เองเหรอ

                การยอมรับ และรับผิดชอบ ต่อความอยากของตน ฟังดูเป็นประโยคง่ายๆ แต่กินความหมายลึกล้ำ (ผมเองใช้เวลาปีเศษมาแล้ว ยังทําความเข้าใจ ความหมายของมันได้ไม่หมดเลยครับ) ผมกล้าพูดเลยว่า ด้วยประโยคแค่นี้ หากเข้าใจมันจริงๆ คุณนําไปใช้ฝึกตนได้ค่อนชีวิตเลยเชียวหล่ะ



                มีต่อ Post ถัดไปนะครับ
                30  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่2 on: June 18, 2012, 01:37:56 pm
                Quote

                << กลับไปอ่าน การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 1)

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 3)




                ขอบคุณรูปจาก http://www.toonpool.com/cartoons/Teamwork_23246
                31  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์ on: June 18, 2012, 01:35:20 pm
                Quote

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 2)

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 3)

                32  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์ on: June 18, 2012, 01:33:38 pm

                1.ธุรกิจ
                 
                ความเข้าใจก่อน เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ
                 
                ความเข้าใจ คําว่า “ธุรกิจ” ของผม ก่อนเข้าระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ มีเพียงว่า ธุรกิจ เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกําไร และผมเชื่อว่า ผู้ประกอบการใหม่ทุกๆ ราย รวมทั้งตัวผมเอง มีความเข้าใจที่เหมือนกัน ว่าเราเพียงแค่ทํากิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกําไร ที่ไม่ขัดต่อกฏหมาย ไม่ขัดต่อศีลธรรม ก็ถือว่าเดินมาถูกทางในการทําธุรกิจแล่ว
                 
                ความเข้าใจหลัง เข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                หลังจากเข้าสู่ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ ความหมายของคําว่าธุรกิจ นั้น ยังเหมือนเดิม แต่เพิ่มเป้าหมายว่า จะ
                ทําธุรกิจอย่างไร จึงจะได้เกษียณ และให้โอกาสเพื่อนร่วมงานได้เกษียณ ดังนั้น การเริ่มประกอบธุรกิจ อย่างมีเป้าหมายในการเกษียณนี้ จึงต้องคิดมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น และอุตสาหะมากขึ้น ในแต่ละก้าวที่เดิน เพื่อให้ได้ไปถึงเป้าหมาย ที่อยากเห็น

                 
                สิ่งที่ได้เรียนรู้ จากระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ

                ผมเชื่อว่า ผู้ที่เลือกมาประกอบธุรกิจ ทุกๆราย รวมทั้งตัวผมเอง อยากที่จะเกษียณจากการทํางาน เร็ว
                กว่าการเข้าไปทํางานในภาครัฐหรือบริษัท แต่คนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผม ไม่ได้นําสิ่งที่ตัวเองอยากนี้ มาเป็น
                เป้าหมาย ในการเริ่มต้นดําเนินธุรกิจ
                 
                ดังนั้น การประกอบธุรกิจ อย่างที่ผมเข้าใจ ก่อนเข้าระบบพี่เลี้ยงนั้น (และเป็นสิ่งที่ผู้เริ่มต้นธุรกิจส่วน
                ใหญ่ เข้าใจ) จึงไม่มีเป้าหมายและทิศทาง ซึ่งสิ่งที่ผมเคยประสบมาแล้ว ก่อนที่จะเข้าระบบพี่เลี้ยง คือ การ
                เปลี่ยนนโยบายรายวัน หรือ การไหลตามประโยชน์ไปเรื่อยๆ ไม่มีเป็าหมายและภาพที่อยากเห็นจริงๆจังๆ เพราะไม่เคยตั้งเป้าหมายถึง ภาพสุดท้ายของการทําธุรกิจ

                สิ่งสําคัญที่สุดที่ คุณเอกราช ย้ําเสมอ คือ การยอมรับความอยากของตนเอง แต่ต้องตรวจสอบเสมอว่าสิ่งที่เราอยากนั้น เบียดเบียนใครหรือไม่ หากไม่เบียดเบียนใคร มันไม่ผิด ที่จะวิ่งตามสิ่งที่เราอยาก (และที่สําคัญ ตองให้โอกาสคนที่ทํางานด้วยกัน ได้ไปถึงสิ่งที่เขาอยากด้วย หากมันไม่เบียดเบียนใคร) ผมคิดว่า สิ่งนี้เป็นกุญแจสําคัญ ในการค้นพบภาพที่อยากเห็น และเป้าหมายในการทําธุรกิจ ของแต่ละคน  

                ยกตัวอย่าง เช่น ผมเอง สิ่งที่ผมอยากคือ อยากเกษียณงาน และมีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 400,000
                บาท และต้องให้โอกาสคนที่ทํางานด้วยกัน ได้ไปถึงภาพที่เขาอยากเห็น เพราะฉะนั้น การออกแบบธุรกิจ การดําเนินธุรกิจ จึงต้องตรวจสอบทิศทางเสมอ ว่าจะสามารถตอบความอยากของเรา ได้หรือไม่

                สิ่งที่สําคัญที่สุด เราต้องชัดเจน ว่าความอยากของเราอยู่ที่ระดับใด เราพอที่ตรงไหน ยกตัวอย่างเช่น
                หากผมตั้งว่า ผมอยากมีรายได้ตอเดือนมากกว่า 10,000,000 บาท ผมอาจจะไม่ได้เกษียณเลยตลอดชีวตก็ได้

                ดังนั้น คําว่า “พอ” ที่ในหลวงท่านตรัสบ่อยๆ และคุณเอกราช ก็ย้ําเสมอ ทั้งในขณะที่สอน และใน
                หนังสือ “ความจริงที่ทําให้รวย” จึงมีความสําคัญยิ่ง หากเรารู้ว่า เราพอที่ใด ภาพที่เราอยากเห็น จะชัดเจนมากขึ้น การออกแบบ และดําเนินธุรกิจ ก็จะเริ่มชัดเจน และเราเอง ก็จะเดินทางได้โดยไม่หลงทาง
                ผมเชื่อว่า มาถึงจุดนี้ หากคุณเป็นผู้เริ่มประกอบธุรกิจ คุณคงจะรู้เลาๆ แล้วหล่ะ คําตอบในการดําเนิน
                ธุรกิจของคุณอยู่ที่ไหน ส่วนของผม คําตอบอยู่ในคําว่า “สินทรัพย์"

                "สินทรัพย์" ที่คุณเอกราช ให้คํานิยามไว้ และใช้อธิบายให้ผมฟัง ก็คือ สิ่งที่สร้างรายได้ให้เจ้าของได้ ด้วยตัวมันเอง อย่างเช่น คุณมีเงินนิ่งๆ แล้วสร้างหอพัก ให้คนเช่า โดยที่ไม่ได้กู้เงินมาทํา หอพักนั่นคือ สินทรัพย์์ ของ คุณ
                 
                แต่ถ้าคุณ กู้เงินมาสร้างบ้าน โดยที่ บ้าน ไม่ได้สร้างรายได้อะไรให้คุณเลย อย่างนี้ บ้านไม่ใช่ สินทรัพย์ ของคุณนะครับ
                  
                สินทรัพย์ นั้นมีหลายแบบ แต่ในบทความนี้ ผมจะลงเฉพาะในรายละเอียด ของสินทรัพย์ ที่เป็น
                “องค์กรธุรกิจ” นะครับ
                 
                33  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์ on: June 18, 2012, 01:31:40 pm
                สิ่งที่ธุรกิจขนาดเล็ก/ผู้เริ่มธุรกิจใหม่ ได้รับจากระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ
                27/12/2008

                ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ คืออะไร?
                 
                ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ คือ ระบบที่มีผู้ที่ มีประสบการณ์ ในการสร้างองค์กรธุรกิจ มาคอยเฝ้าสังเกต และให้ความรู้ ให้ วิธีคิด ตลอดจนฝึกจิตใจ ผู้ท่เริ่มต้นทําธุรกิจใหม่ ให้สามารถถ่ายทอดสิ่งที่มีอยู่ในตนไปสร้างเป็นองค์กรธุรกิจได้

                ความแตกต่างระหว่าง พี่เลี้ยงธุรกิจ กับ ที่ปรึกษาธุรกิจ?

                ที่ปรึกษาธุรกิจ จะมอง ตัวธุรกิจเป็นหลัก จะมองถึงความเป็นไปได้ ในการดําเนินธุรกิจ มองถึง กําไร‐ขาดทุน มองถึงการเติบโตของธุรกิจ ในแง่ของรายได้และการจ้างงาน เป็นรายปี หรือ ไตรมาส
                พี่เลี้ยงธุรกิจ จะมอง ตัวผู้เริ่มธุรกิจใหม่เป็นหลัก จะมองที่ตัวผู้เริ่มธุรกิจใหม่ ว่าขาดอะไร ในการสร้างองค์กรธุรกิจ

                พี่เลี้ยงธุรกิจ จะช่วยให้ผู้เริ่มธุรกิจใหม่ ได้สารวจตนเอง ว่าภาพองค์กรธุรกิจที่อยากสร้างนั้น เป็นอย่างไรกันแน่ จะไดเกษียนณงานเมื่อไร และตัวผู้เริ่มเองนั้น มีเหตุเพียงพอ จะไปถึงภาพนั้นไหม ถ้ามีเหตุพอ ต้องเติมความรู้ วิธีการคิด และฝึกจิตใจ ตรงไหนบ้าง จึงจะสามารถสร้างองค์กรธุรกิจ ตามภาพที่อยากเห็น และได้เกษียณงาน ในที่สุด

                จากประสบการณ์ ที่ผมได้รับจาก ระบบพี่เลี้ยงธุรกิจ และที่ปรึกษาธุรกิจ ซึ่งมี คุณเอกราช จันทร์ดอน เป็นทั้งพี่เลี้ยงธุรกิจและที่ปรึกษาธุรกิจ เป็นเวลา 1 ปีเศษ ที่ผ่านมา สามารถสรุปโลกธุรกิจที่ผมมองเห็นแตกต่างจากเดิม ได้ดังนี้  
                34  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้าง.....ตอนที่1 on: June 18, 2012, 01:30:24 pm
                เมื่อปลายปี 2550 ซึ่งเป็นราวๆ ขึ้นปีที่ 2 นับตั้งแต่ผมได้เริ่มเข้ามาประกอบการ ในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสร์ ในตอนนั้น ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ผู้จัดการศูนย์ฯ ได้มีนโยบาย ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่ ที่อยู่ในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ โดย ให้มีตำแหน่ง ที่เรียกว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" ไว้คอยช่วยเหลือผู้ประกอบการใหม่ แต่ละรายโดยเฉพาะ

                สำหรับคำว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" นั้น ผมเองก็เพิ่งมารู้ทีหลัง ว่า ทั้ง คำว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" และ ภารกิจ สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ของ ผู้ที่เป็น "พี่เลี้ยงธุรกิจ" นั้น เป็นผลมาจาก "การสร้างความรู้" ของ คุณเอกราช จันทร์ดอน ที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่กำลังประสบปัญหาในการสร้างองค์กรธุรกิจ ในขณะนั้น โดยคุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ผู้จัดการศูนย์ฯ นำไปใช้ปฏิบัติต่อ จนกำหนดเป็นนโยบายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ในช่วงเวลานั้น



                ภารกิจ และ สิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ของ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จะแตกต่างกับ "ที่ปรึกษาธุรกิจ" อย่างมาก

                "ที่ปรึกษาธุรกิจ" นั้น จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในพื้นที่จากความรู้ที่ตนมีออกไป อย่างเช่น ที่ปรึกษาด้านกฏหมาย ก็จะคอยช่วยเหลือ เฉพาะด้านกฏหมาย คอยประเมิน คอยดู ว่าผู้ประกอบการนั้น จะต้องแก้หรือป้องกันปัญหาด้านกฏหมายตรงใดบ้าง

                แต่ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" นั้นแตกต่างออกไป พี่เลี้ยงธุรกิจ เข้าไปทำงานกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เพื่อคอยมองปัญหาที่ผู้ประกอบการยังมองไม่เห็น และช่วยผู้ประกอบการในการ "สร้างความรู้" เพื่อแก้ปัญหา ที่เริ่มมองเห็น ตลอดจนถ่ายทอด ความรู้ และ กระบวนการคิดต่างๆ ที่จำเป็น ที่จะทำให้ ผู้ประกอบการ สามารถเดินไปยังภาพที่ตนเองอยากเห็นได้

                ดังนั้น งาน "พี่เลี้ยงธุรกิจ" นั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดใหม่ "สร้างความรู้" ใหม่ ทุกครั้ง ในการเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ ของผู้ประกอบการแต่ละราย ที่มี ภาพที่อยากเห็น และปัญหาต่างๆกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ การช่วยให้ผู้ประกอบการได้มอง "ภาพที่อยากเห็น" และ "การเดินไปสู่ภาพที่อยากเห็น" ของตนเองให้ชัด เพื่อให้ผู้ประกอบการ ได้เริ่มสร้างงาน สร้างองค์กร อย่างมีทิศทาง ไปยังภาพที่ตนอยากเห็น โดยไม่หลงทาง

                ประจวบกับ ในช่วงเวลานั้น ผมได้เริ่มขอคำปรึกษา ซักถามปัญหาที่เกี่ยวกับการสร้างงาน สร้างองค์กร ของผม กับคุณเอกราช อย่างไม่เป็นทางการอยู่แล้ว และเริ่มพบแล้ว ในตอนนั้น ว่า "กรอบคิด" ใน การสร้างงาน สร้างองค์กร ของคุณเอกราชนั้น นำมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการสร้างองค์กรที่ผมเจออยู่ ได้จริง ผมจึงแสดงความจำนงค์ ขอให้ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผ่านทางคุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจฯ ในสมัยนั้น เชิญคุณเอกราช จันทร์ดอน มาเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ ในส่วนบริษัทของผม ที่อยู่ในโครงการบ่มเพาะธุรกิจ กับทางศูนย์บ่มเพาะธุรกิจมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

                หลังจากเวลาผ่านไปกว่า 8 เดือนในการ รับบริการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จากคุณเอกราช โดย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายนั้น เรียกได้ว่า เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการเดินทาง เส้นทางการประกอบการของตัวผมเอง จากคนที่ไม่รู้จะเริ่มต้นสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ ได้อย่างไร มาเริ่มมองเห็น เส้นทางที่ถูกต้อง ที่ตัวผมเอง เลือกที่จะเดินต่อ เพื่อสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ ของตัวผมเอง

                ซึ่ง หลังจากนั้นไม่นาน ผมได้เชิญคุณเอกราช จันทร์ดอน เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ด้างด้าน กรอบคิด คน และวัฒนธรรมองค์กร ของบริษัท พร้อมทั้งเชิญคุณเอกราช เข้ามาถือหุ้นในบริษัทด้วย และยังทำงานร่วมกันเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน

                คำว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" นั้น เป็นคำทั่วไป ที่หลายๆคนคงเคยได้ยินมาก่อน ผมเองก็เช่นกัน แต่คำว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" ที่เป็นผลของการสร้างความรู้ ของคุณเอกราช จันทร์ดอน นั้น ผมเองก็เพิ่งได้รู้ในภายหลัง หลังจากที่ผมเอง ต้องเริ่มฝึกเพื่อเป็น "พี่เลี้ยงธุรกิจ" เพื่อสอนทีมงานในองค์กร ให้สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการสร้างงานของเขาเอง ทำให้ได้รู้ว่า ภารกิจ ความรับผิดชอบ ของ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" ที่คุณเอกราช เป็นผู้สร้างความรู้ไว้นั้น ได้กำหนดขึ้นจาก กรอบความรู้ ของ "ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย" ซึ่ง คุณเอกราช เป็นคนเขียนขึ้น เมื่อปี 2548 สมัยที่คุณเอกราช ยังเป็นที่ปรึกษา ของ ศูนย์การเรียนรู้บ้านแก่นวิชา




                Conceptual Model การกำเนิดของธุรกิจใหม่ จาก "ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย" เอกราช จันทร์ดอน, 2548

                "ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย" เป็น ความรู้ ที่เกิดจากการสร้างความรู้ ของคุณเอกราช จันทร์ดอน เพื่อเป็นทฤษฏีแม่บท ในการบ่มเพาะธุรกิจ ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้สถาบันการศึกษา สนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ จากนิสิต นักศึกษา หรือ ศิษย์เก่า ซึ่ง เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถปิดงาน "โครงการคลีนิกเทคโนโลยี" ที่ คุณเอกราช เป็นคณะทำงานที่ รับผิดชอบในการวางกรอบ และกำหนดแผนในการทำงาน ในสมัยนั้น

                สำหรับคำว่า "พี่เลี้ยงธุรกิจ" ตามการสร้างความรู้ของคุณเอกราชนั้น เมื่อพิจารณาเทียบกับ "Conceptual Model การกำเนิดของธุรกิจใหม่" ด้านบน ก็คือ คนตัวใหญ่ ที่กำลังจูงมือ คนตัวเล็ก ซึ่งหมายถึงผู้ปรกอบการใหม่ เพื่อให้เติบโตแข็งแรง จนสามารถอยู่รอดต่อได้ ในโลกทุนนิยม


                Quote
                สำหรับ กรอบความคิด ที่ผมมารู้ทีหลัง และเพิ่งได้เริ่มนำมาใช้ เพื่อเริ่มฝึกเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจ ให้กับทีมงานในบริษัทของผมนั้น อ้างอิงจาก "ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ เริ่มต้น" ซึ่ง เป็นเวอร์ชั่นที่คุณเอกราช เขียนขึ้นก่อน ที่จะแปลงทฤษฏีนี้ ให้เป็น ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย เพื่อให้มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์นำไปใช้ ในช่วงเวลานั้น (แต่คุณเอกราช ยังไม่ได้นำฉบับนี้ มาลงบนอินเตอร์เน็ต)

                เหตุที่คุณเอกราช ต้องเขียน ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ให้แตกต่างกัน 2 ฉบับนั้น ก็เพราะสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้ประกอบการ ที่เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจ ของสถาบันอุดมศึกษาไทย กับ ผู้ประกอบการ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในโลกทุนนิยม

                ซึ่งผมเอง เป็นผู้ประกอบการใหม่ ที่เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในขณะที่คุณเอกราช มาเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจให้นั้น จึงทำตาม ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย แต่หลังจากที่ บริษัทของผม ได้ออกจากกระบวนการบ่มเพาะธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเริ่มออกมาสู่โลกทุนนิยมอย่างที่ไม่มีผู้สนับสนุนเป็นมหาวิทยาลัย กระบวนการ พี่เลี้ยงธุรกิจ ที่ผมต้องทำให้เกิดขึ้น ภายในองค์กร ภายในบริษัทของผม จึงต้อง เป็นการสร้างผู้ประกอบการใหม่ ที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ

                (อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ความแตกต่างของ ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ เริ่มต้น และ ทฤษฎีการกำเนิดของ ธุรกิจใหม่ ฉบับ สำหรับอุดมศึกษาไทย >>คลิ๊กที่นี่<<)



                ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
                ขอบคุณรูปจาก http://pr.ku.ac.th

                เมื่อปลายปี 2551 หลังจากผ่าน การรับบริการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จากคุณเอกราช จันทร์ดอน โดยเป็นบริษัทเดียว ในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสมัยนั้น ที่แสดงความจำนงค์ ขอใช้บริการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" ทันที ที่เริ่มมีนโยบาย คุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ในฐานะผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ ในสมัยนั้น จึงได้ขอให้ผม เขียนบทความ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับ จากกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" โดยคุณเอกราช จันทร์ดอน เพื่อเป็นกรณีศึกษา ของศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการดำเนินการบ่มเพาะธุรกิจต่อไป


                Quote
                "คุณเป็นคนเดียว ในศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้รับ การถ่ายทอดความรู้ ในการสร้างงาน จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน โดยผ่านกระบวนการ พี่เลี้ยงธุรกิจ ผมขอให้คุณช่วยเขียนบทความเกี่ยวกับ สิ่งที่คุณได้รับ และการเปลี่ยนแปลงของวิธีคิด หลังจากผ่านกระบวนการ เพื่อเป็นกรณีศึกษาของทางศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยครับ"

                ดังนั้น ผมจึงเขียนบทความหนึ่ง ในช่วงปลายปี 2551 ที่รวบรวมสิ่งที่ผมได้รับ และวิธีคิดที่เปลี่ยนไป หลังจากผ่านกระบวนการพี่เลี้ยงธุรกิจ ตามคำขอ ของคุณไพโรจน์ ภู่ต้อง ผู้จัดการศูนย์บ่มเพาะธุรกิจฯ ในสมัยนั้น และผมเห็นว่า บทความนี้ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคน ที่อยากจะเลือกเส้นทางชีวิต ในการประกอบการ สร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ ของตนเอง ตามเจตนาของ "ชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT" ที่ผมตัดสินใจตั้งขึ้น ผมจึงขอนำบทความที่เคยเขียนไว้นานแล้ว (ปลายปี 2551) มาลงเป็นความรู้เพิ่มเติม ในชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT แห่งนี้ ด้วยครับ

                (หากสงสัยว่า ทำไมจึงต้องมี ชมรมผู้ประกอบการใหม่ ด้าน IT  >> คลิ๊กที่นี่ <<)

                เนื่องจากบทความค่อนข้างยาว (10 หน้ากระดาษ A4) ผมจึงขอตัดบทความออกเป็น 3 ตอน แบ่งเป็น 3 กระทู้ ดังด้านล่างนี้ครับ

                และเนื่องจาก บทความ ที่นำมาลงนั้น เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่ง ความเข้าใจในตนอง ความเข้าใจในโลก ความเข้าใจในการสร้างงาน สร้างองค์กร ของผมในตอนนั้น ยังไม่เท่ากับตอนนี้นะครับ (บทความเลยอ่านค่อนข้างยาก) แต่ผมเลือกที่จะนำบทความมาลงโดยไม่แก้ไข จะได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวผมเอง จากการเขียนครับ

                ในบทความจะมีการให้ความหมายของคำว่า ที่ปรึกษาธุรกิจ กับ พี่เลี้ยงธุรกิจด้วย ซึ่งอาจไม่ชัดเจนเหมือนทที่เขียนไว้ด้านบน (เพิ่งเขียนตอนนี้) ขอให้ยึดสิ่งที่เขียนไว้ด้านบน เป็นหลักนะครับ

                ขอบคุณมากครับ


                ---------------------------------------------------------------------------------------------

                Quote

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 2)

                อ่านต่อ >> การได้รับกระบวนการ "พี่เลี้ยงธุรกิจ" จุดเปลี่ยนสำคัญ ของเส้นทางการสร้างงาน สร้างองค์กรธุรกิจ (ตอนที่ 3)


                35  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: ความรู้แรก ที่ทำให้ผม เริ่ม สร้างงาน ในองค์กรธุรกิจของตนเองได้ on: June 18, 2012, 01:21:59 pm
                หากสนใจ ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ การเตรียมตัว เพื่อที่จะ เริ่มออกไปสร้างงาน ของตนเอง ขอเชิญฟัง

                การสัมนา ในหัวข้อ "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ในการเข้าฟัง ครับ Smiley


                Quote

                คลิ๊กลิงค์ด้านล่าง เพื่อ อ่าน รีวิว บรรยากาศ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" ครับ



                การสัมนาครั้งที่ 1 (17 เมษายน 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "เพราะมีคำถาม เราจึงได้คิด หากไม่เคยตั้งคำถาม เราคงไม่ได้คิด... และหากไม่ได้คิด เราคงไม่ได้ทำ" -- พัฒน์ สัตถาสาธุชนะ


                การสัมนาครั้งที่ 2 (1 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "ครั้งนี้มีผู้สนใจ 2 ท่าน ที่เดินทางตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาฟังการถ่ายทอดครั้งนี้โดยเฉพาะ ซึ่งทราบข่าวการสัมมนาจากทาง facebook ที่ทางทีมงานใช้เป็นช่องทางส่งข่าวกันอีกทางหนึ่ง"


                การสัมนาครั้งที่ 3 (สัญจร @นครปฐม) (22 พฤษภาคม 2554) >>อ่านรีวิว คลิ๊กที่นี่<<

                "แปลกไหม..Huh ครับ ที่เด็ก ป.6 เด็กมัธยมต้น มัธยมปลาย ป.ตรี ป.โท มีทั้งสายวิทย์ สายศิลป์ คณะแตกต่างกัน... ที่มาเรียนพร้อมกันได้...Huh "
                "พ่อแม่ ผมก็ต้องทำงาน ตัวผมเองก็ต้องทำงาน ผมเลยตัดสินใจมาฟังครับ" -- น้อง ป.6 คนหนึ่ง ที่มาเข้าฟัง


                สำหรับ การสัมนา "จากนักเรียนรู้ สู่ผู้สร้างงาน อย่างรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ในธุรกิจสมัยใหม่" จะจัดขึ้น เป็นประจำ ทุกๆ เดือนนะครับ[/B]

                สามารถติดตามรายละเอียดได้ ตามลิงค์ด้านล่างครับ

                http://sbntown.com/forum/showthread.php?t=107949

                ขอบคุณครับ Smiley
                36  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / ความรู้แรก ที่ทำให้ผม เริ่ม สร้างงาน ในองค์กรธุรกิจของตนเองได้ on: June 18, 2012, 01:17:25 pm
                ผมเริ่มเปิดบริษัท ทางด้าน IT ของตัวเอง ตอนอายุ 23

                พยายาม สร้างผลิตภัณฑ์ ของตัวเอง ที่มีลูกค้าต้องการใช้งานจริง มาตลอด 2 ปี กลับประสบความล้มเหลว

                อยู่ๆ มาวันหนึ่ง ได้รับความรู้ จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน

                ผ่านไปไม่ถึง 3 เดือน กับการนำความรู้ ที่ได้รับ ไปใช้งาน ผมสร้างผลิตภัณฑ์ตัวแรก ที่มีลูกค้าต้องการใช้งานจริง ให้กับบริษัท ของตัวเองได้สำเร็จ

                จนในตอนนี้ ผลิตภัณฑ์ ที่ผมสร้างในตอนนั้น เป็นบริการ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ในประเทศไทย ในกลุ่มบริการเดียวกัน


                หากสงสัย ว่า มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ในช่วงจุดเปลี่ยน จาก ที่สร้างไม่ได้ มาเป็นสร้างได้ และ ผมใช้ความรู้อะไรบ้าง ในช่วงจุดเปลี่ยนนั้น >>คลิ๊กที่นี่<< เพื่อหาคำตอบครับ Smiley




                Quote
                "ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ"


                คงเป็นประโยค ที่หลายๆ คน เคยได้ยินมา

                ผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่เชื่อ มาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ว่า "ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ"

                จนมาวันหนึ่ง วันที่ผม เริ่มได้สำผัสความรู้ ที่ช่วยให้ผมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของผม ให้เจริญขึ้นได้ (อ่านเรื่องราวได้ครับ >>คลิ๊กที่นี่<<)

                ผมจึงได้เริ่มเห็น ว่า ประโยคที่ว่า "ความรู้ เป็นสิ่งสำคัญ" ที่ผมเคยเชื่อมาตลอด นั้น ไม่ถูกต้อง

                เพราะ มีความรู้มากมาย ที่ผมเคยนำมาใช้ ในชีวิต แต่มีเพียง ไม่กี่ความรู้ ที่ผมนำมาใช้ แล้วสามารถเปลี่ยน เส้นทางชีวิตของผม ให้เจริญขึ้นได้

                ความรู้เหล่านั้น คือ "ความรู้ที่ถูกต้อง"

                เพราะมีเพียง "ความรู้ที่ถูกต้อง" ที่จะช่วยเรา เปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเรา ให้เจริญขึ้นได้

                "ความรู้ที่ถูกต้อง" จึงเป็น "สิ่งสำคัญ" ที่เราต้องมี ที่จะช่วยให้ชีวิตของเรา เจริญขึ้นได้

                ดังนั้น หลังจากพิจารณาแล้ว ผมจึงได้พบว่า ประโยคที่ถูกต้อง ที่ผมเลือกจะใช้แทนที่ ประโยคเดิม (ที่พบแล้วว่าไม่ถูกต้อง) คือ


                Quote
                "ความรู้ที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญ"

                สำหรับ ความรู้ที่ถูกต้อง ที ตัวผมเองนำมาใช้ และ แนะนำคนอื่นให้ได้ใช้ นั้น ส่วนใหญ่ อยู่ใน "หนังสือดี มีหัวใจ" ครับ Smiley

                Quote
                เกี่ยวกับ หนังสือดี มีหัวใจ...
                หนังสือทั้งหมด เขียนขึ้น โดย คุณเอกราช จันทร์ดอน


                ผู้ก่อตั้งและให้กรอบคิดสำหรับการจัดการการศึกษาที่ถูกต้อง
                ให้กับศูนย์แห่งการเรียนรู้บ้านแก่นวิชา และเป็นผู้เขียนหนังสือ “ความลับของคน” ที่ได้รับการคัดสรรค์ ว่าเป็น "ความคิดใหม่" (New Thought) โดย ห้องสมุดแห่งชาติประเทศ Australia



                อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับหนังสือเล่มดังกล่าวได้ในกระทู้ "ความลับของคน"..หนังสือไทยเพียงเล่มเดียว ที่ได้รับคัดสรรจากห้องสมุดแห่งชาติประเทศออสเตรเลีย ให้อยู่ในหมวด New Thought !! ทั้งๆที่ยังเป็นภาษาไทย 1 ใน 66 เล่มจากทั่วโลก[/URL]

                จากกรอบคิดและชุดความรู้ที่สำคัญเดียวกันจากหนังสือ "ความลับของคน" ได้นำไปสู่ การสร้าง ชุดความรู้หลักๆ ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ทั้งเรื่อง การชีวิต เรื่องตัวเรา ความรัก การงาน และการใช้ ความคิด ในหนังสือชุด "ความจริงจากความคิดใหม่"


                ชุดความรู้ จากในหนังสือ "ความจริงจากความคิดใหม่" ได้มีการนำไปใช้งานจริงในการ "สร้างความรู้ สู่การสร้างงาน" อ่านรายละเอียดได้จากลิงค์หัวข้อการถ่ายทอดต่อไปนี้


                หัวข้อการถ่ายทอดที่ ใช้ สร้าง ความรู้ จากชุดความรู้ดังกล่าว

                [/URL]

                [/URL]

                [/URL]

                [/URL][/list]
                [/size]
                37  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ on: June 18, 2012, 01:06:24 pm
                ข้อมูลเพิ่มเติม ของความรู้หลักที่ใช้ในการดำเนินการให้บริการ SarapanFax.com (ความรู้จาก หนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย") สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะครับ Smiley

                " ความจริงที่ทำให้รวย " ..แผนที่และเส้นทาง ลัด ตรง สู่ความร่ำรวยที่แท้จริงในระบบทุนนิยม <<หนังสือดี มีหัวใจ

                (ขออนุญาตเจ้าของกระทู้ ก่อนที่จะนำลิงค์มาลง แล้วครับ)
                38  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ on: June 18, 2012, 01:05:31 pm
                Quote
                เพิ่มเติมนะครับ ตอนเีริ่มต้น ธุรกิจส่วนใหญ่ เรา เริ่มต้นด้วย "ความอยาก" จน ลืมคำว่า "ความรับผิดชอบ" ฝากพิจารณา เพิ่มด้วยนะครับ

                ขอบคุณครับ ที่มาแบ่งปันสิ่งที่ตนได้รับมาพอแล้ว ให้คนอื่นต่อไปครับ (Post ถามโดย เอกราช จันทร์ดอน)

                ตอบคุณเอกราชครับ

                ขอบคุณครับ ที่ช่วยเพิ่มเติมครับ ใช่ครับ ผมเองก็เป็นคนที่เริ่มธุรกิจด้วยความอยาก (อยากรวย และอยากเกษียณ)

                แต่หากว่าเราเอง มีแต่ความอยากได้ แต่ไม่อยากรับผิดชอบ เราคงไม่สามารถได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นอยากรวย มีเงินเยอะ หรืออยากเกษียณ

                ซี่งคุณเอกราชเอง ก็เคยอธิบายไว้ในหนังสือ "ความลับของคน" ว่าถ้าความอยากเรามาก สิ่งที่เรารับผิดชอบ ก็ยิ่งต้องมากตาม

                ดังนั้น หากเรามีความอยากที่จะสร้างองค์กรธุรกิจ เพื่อที่เราจะได้มีเงินเยอะ รวย และได้เกษียณแล้ว ก็มีเรื่องราวมากมาย ที่เรา "ต้องรับผิดชอบให้ได้" ก่อนที่เราจะได้เห็นภาพที่เราอยากเห็นครับ

                ขอบคุณที่มาเพิ่มเติมให้ครับ Smiley
                39  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / Re: SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ on: June 18, 2012, 01:02:36 pm
                หลังจากที่ได้รับหนังสือจากคุณเอกราช ระหว่างเดินทางกลับบ้าน คำถามใหม่ ก็เริ่มเกิดขึ้นในใจผม "แล้วจะหาความต้องการที่แท้จริง ที่พอจะเกิดธุรกิจได้ ได้อย่างไรหล่ะ"

                ระหว่างนั่งคิดหาคำตอบนี้ ผมก็เริ่มเปิดอ่านหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ที่คุณเอกราชให้ หลังจากบรรยาย ระหว่างที่เปิดไป ในใจก็หวัง หวังว่าหนังสือเล่มนี้ คงเป็นแผนที่ที่จะช่วยให้ผมเริ่มต้นธุรกิจที่เพียงพอที่จะทำให้ผมได้เกษียณได้เสียที

                กับปัญหาที่ผมขบคิด พอเปิดหนังสือมาเรื่อยๆ ก็สะดุดอยู่หน้าหนึ่ง



                สิ่งที่คุณเอกราชพยายามจะสื่อสารผ่านหนังสือหน้านี้ ก็คือ ความต้องการ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนั้น จริงๆแล้ว มันเป็นนามธรรม รูปธรรมของธุรกิจต่างๆที่เราเห็นผ่านมาในชีวิตนั้น เป็นเพียงรูปธรรมที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงที่เป็นนามธรรมเท่านั้นเอง

                ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนนี้รอบตัวเรา มีธุรกิจขายอาหารอยู่มากมายจนเรานับประเภทกันแทบไม่หวาดไม่ไหว หากเราพยายามสร้างธุรกิจขายอาหาร โดยมองเพียงรูปธรรมของธุรกิจ ธุรกิจที่เราสร้างคงหนีไม่พ้นรูปแบบเดิมๆที่คนอื่นทำไว้แล้ว อาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆบ้าง แต่ก็ยังต้องแข่งขันอย่างดุเดือดกับคู่แข่งที่มีรูปธรรมใกล้เคียงกันอยู่ดี ผมว่าถ้าเราตัดสินใจลงมือตอนนี้ หนทางยังคงมืดมนนักในการประสบความสำเร็จ

                แต่หากเราลองกลับมาพิจารณาสิ่งที่คุณเอกราชพยายามสือสารผ่านหนังสือหน้านี้ เราลองย้อนมองนามธรรมของธุรกิจขายอาหารทั้งหมด เราก็จะพบว่า รูปธรรมที่นับไม่ถ้วนของธุรกิจขายนั้น เพียงแค่ตอบ 2 นามธรรมหลัก คือ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" และ "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์รู้สึกอร่อย(มีความสุขกับการกิน)" แค่นั้นเองครับ ขอขยายความคำว่า "หายหิว" นะครับ "หายหิว" ที่ผมหมายถึง คือ รวมไปถึุงการได้สารอาหารพอเพียง ในการดำรงชีวิตด้วยนะครับ

                ใน 2 นามธรรมนี้ เราสามารถประเมินได้ครับ ว่าธุรกิจที่เราต้องการทำนั้น จะเลือกให้ตอบนามธรรมไหน หรือ ทั้ง 2 นามธรรม อันนี้ต้องพิจารณาให้ดีนะครับ ถ้าเราประเมินด้วยความโลภเลือกตอบทั้ง 2 นามธรรม แต่ปรากฏว่าธุรกิจที่เราสร้าง ตอบทั้ง 2 นามธรรมได้ไม่พอที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ธุรกิจที่ทำก็คงเจ๊งอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

                ซึ่งถ้าหากเราเลือกตอบเพียง 1 นามธรรม จาก 2 นามธรรม สิ่งที่เราจะต้องประเมินต่อ คือ นามธรรมไหนมีกลุ่มลูกค้ามากกว่ากัน พอถึงตรงนี้แล้ว การหาข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญครับ ส่วนวิธีการหาข้อมูลนั้นสามารถหาอ่านได้ทั่วไปจากตำราความรู้ฝรั่งครับ ผมไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ

                สมมุติว่าเราตัดสินใจเลือกนามธรรม "สิ่งที่ช่วยให้มนุษย์หายหิว" พอถึงตรงนี้ ต้องถามตัวเองแล้วครับ "ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์คนหนึ่ง สินค้า/บริการอะไร ที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราหายหิวได้"

                คำตอบที่เราได้จากการตั้งคำถามด้านบนนั้น จะมีโอกาสเป็นความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่โลกปัจจุบันอาจยังไม่มีก็ได้ครับ ซึ่งการคิดแบบนี้ คือสิ่งที่ความรู้ฝรั่งเรียกว่า "การคิดนอกกรอบ" ที่หลายๆคนพยายามฝึกอยู่นั่นแหละครับ แต่ถ้ามองผ่านกรอบคิดของคุณเอกราช ก็คือ "การเปลี่ยนกรอบคิดจาก รูปธรรม ไปเป็น นามธรรม" ซึ่ง ผมว่า ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าคำว่า "คิดนอกกรอบ" เยอะเลยครับ

                วันนี้ Review เท่านี้ก่อนนะครับ เพิ่งผ่านไป 1 ย่อหน้า แต่ได้ความรู้เท่ากับตำราความรู้ฝรั่ง 1 เล่มแล้วครับ (สงสัย ถ้า Review หมดเล่ม คงได้ความรู้เท่าตำราฝรั่งเป็นตู้แน่เลยครับ)

                พรุ่งนี้จะมา Review เพิ่มนะครับ ว่าหลังจากที่รู้พื้นที่นามธรรมแล้ว ต้องมีทัศนคติแบบไหนล่ะ ธุรกิจเราจึงจะรอด

                สำหรับวันนี้ ขอบคุณมากครับ
                40  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / SarapanFax.com อีกธุรกิจ ที่เกิดจากความคิดใหม่ on: June 18, 2012, 01:00:36 pm
                ยกรีวิวบางส่วน จากที่เคยเขียนใน Hi 5 มาไว้ใน SBNTown ครับ Smiley



                หลังจากจบปริญญาตรีสายวิศวกรรม ตอนนั้นผมเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่มีความฝัน อยากทำธุรกิจ อยากเป็นเจ้าของบริษัท อยากมีอิสระ มีรายได้สูง อยากเกษียณจากการทำงานเพื่อเงิน

                ความอยากเหล่านั้นเอง เป็นตัวผลักดันให้ผมต้องนำความรู้ความสามารถที่ผมมีจากทางสายวิศวกรรม มาสร้างให้เป็นธุรกิจเพื่อที่จะตอบความต้องการที่จะเกษียณ จากการทำงานเพื่อเงิน

                การรับจ้างพัฒนาโปรแกรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในสมัยนั้น กลายเป็นสิ่งแรก ที่ผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันคิดออกว่าจะเริ่มหาเงินและพัฒนาเป็นธุรกิจได้

                เราวางแผนกันไว้อย่างดี ว่าจะรับจ้างเพื่อหาเงินเข้าบริษัท และพยายามตั้งตารางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเราเองและนำออกมาขาย เพื่อที่จะไม่ต้องทำงานรับจ้างเพื่อหาเลี้ยงชีพไปตลอด

                แผนนี้ ดูเหมือนจะง่ายในความคิดและดูเหมือนว่าจะเป็นแผนที่ดี ในความเป็นจริงแล้วผมและเพื่อนๆต้องทนทุกข์อยู่หลายปี กับความไม่รู้ในการเริ่มทำธุรกิจในช่วงนั้น การได้รายได้จากการรับจ้างทำงานทางวิศวกรรมนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ในการทำงานแต่ละครั้ง เราสูญเสียเวลาชีวิตไปมากในเรื่องการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า มากกว่าการทำงานเสียอีก โดยรวมแล้ว เราตื่นเช้า นอนดึก หรือบางทีก็ไม่ได้นอน ทำงานหนักตลอด แต่ผลสุดท้าย หลังจากทำงานแต่ละงานสำเร็จ เราไม่เหลือทั้งเงินและเวลาที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดังที่เราวางแผนไว้ หลังจากผ่านวันเวลาในช่วงนั้น ผมเริ่มมองเห็นถึงอนาคตที่มืดมน ที่รออยู่เบื้องหน้า คำถามที่ว่า "ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เมื่อไรจะได้เกษียณ" เริ่มดังขึ้นในใจผมเรื่อยๆ

                อยู่มาวันหนึ่ง ผมมีโอกาสได้ไปฟัง คุณเอกราช จันทร์ดอน บรรยายเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจจากความคิดใหม่ ที่คุณเอกราชค้นพบและเขียนลงในหนังสือเรื่อง "ความลับของคน" คุณเอกราชเป็นรุ่นพี่ที่จบมหาวิทยาลัยและคณะเดียวกับผม (วิศวกรรมศาสตร์) คุณเอกราชจึงเข้าใจโลกทัศน์และปัญหาของพวกผมอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่ง สิ่งที่คุณเอกราช พยายามเน้นย้ำตลอดการบรรยายในครั้งนั้น ก็คือ

                การมองภาพสุดท้ายของธุรกิจที่เราจะทำให้ชัดเจน และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องตรวจสอบภาพนั้น ว่ามันเป็นไปได้ ถ้ามันเป็นไปได้ การที่จะได้มันมา จะต้องสร้างองค์ประกอบอะไรบ้าง และตัวเรามีข้อจำกัดอะไรบ้างในการสร้างสิ่งเหล่านั้น เป็นการบ้านที่ต้องทำข้อแรกก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ

                ในตอนนั้น ผมฟังก็ถึงบางอ้อ พร้อมๆกับเศร้าใจในความไม่รู้ของตนเองที่ผ่านมา หลังจากการบรรยาย ผมเดินไปเล่าทุกข์ที่ผมเจออยู่ให้คุณเอกราชฟัง คุณเอกราชฟังจบแล้วก็ยิ้ม แล้วตอบว่า

                "ทำธุรกิจ มันมีวิธีหาลูกค้าอยู่ 2 แบบ แบบแรก หาจากสายสัมพันธ์เป็นหลัก อย่างที่นายทำมานั่นแหละ ส่วน อีกแบบ หาจากความต้องการที่แท้ัจริงของลูกค้า นายคิดว่าบริษัที่เป็นระดับโลก อย่าง Microsoft หรือ Google ตอนเริ่มประสบความสำเร็จ เขาคิดแบบไหนกันหล่ะ"

                คำตอบ นี้ของคุณเอกราช ทำให้ผมถึงกับอึ้ง และรำพึงในใจว่า "ที่ผ่านมา มัวไปคิดอะไรอยู่วะเนี่ย" หลังจากนั้น คุณเอกราชก็ให้หนังสือมาเล่มหนึ่งมา แล้วบอกผมว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่รวมรวมความรู้ของเขา ที่เกี่ยวกับการทำธุรกิจทั้งหมด ให้ผมลองไปศึกษาดู

                หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า "ความจริง ที่ทำให้รวย"
                41  หมวดหมู่ทั่วไป / เกี่ยวกับเรา / เกี่ยวกับ องค์กร Business Infrastructure Technology on: June 18, 2012, 12:48:58 pm
                ความเป็นมาขององค์กร

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 โดยมีเป้าหมาย เพื่อเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน การให้บริการ Application ที่สนับสนุนการทำธุรกิจ ผ่านอินเตอร์เน็ต ของประเทศ


                ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
                ขอบคุณรูปจาก http://pr.ku.ac.th

                โดยเริ่มต้นก่อตั้งบริษัทฯ ที่ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ผ่าน อาจารย์ ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา และ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (สสว.) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

                       

                ในปี 2008 หลังจาก บริษัทฯ ผ่านช่วงบ่มเพาะธุรกิจ บริษัทฯ ได้ทำการย้ายสำนักงาน ออกจาก ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาตั้งยัง บ้านเลขที่ 67/60 ม.6 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

                กรอบคิด และปรัชญา การบริหารองค์กร

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด ได้รับ และเริ่มใช้กรอบคิด และปรัชญา ในการบริหารองค์กร  ตามแนวทาง "การสร้างงาน ในวิถีมีหัวใจ" จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน ในปี 2008 (อ่านเรื่องราว ช่วงที่เริ่มได้รับ กรอบคิด และปรัชญา ในการบริหารองค์กร จาก คุณเอกราช จันทร์ดอน ได้ >>คลิ๊กที่นี่<<)


                "กรอบคิด บริษัท A และ บริษัท B" หนึ่งในความรู้ที่นำมาใช้ จาก หนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย"
                (อ่านรายละเอียด เพิ่มเติม เกี่ยวกับหนังสือ >>คลิ๊กที่นี่<<)


                ซึ่ง ใช้ความรู้หลัก ที่ใช้ในการบริหารองค์กร เป็นความรู้เดียวกันกับ ความรู้ที่เขียนไว้ ในหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" ของ คุณเอกราช จันทร์ดอน (อ่านเรื่องราว ที่เริ่มต้นใช้ความรู้ จากหนังสือ "ความจริง ที่ทำให้รวย" >>คลิ๊กที่นี่<<)

                งาน และ ผลิตภัณฑ์ ที่องค์กร รับผิดชอบ

                บริษัท บิสิเนสอินฟราสรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด เป็นองค์กรธุรกิจ ที่รับผิดชอบงาน ด้านพัฒนาเทคโนโลยี วิศวกรรมไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ เป็นหลัก ซึ่ง งานที่องค์กรรับผิดชอบ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะงาน คือ



                ขอบคุณรูปจาก http://urcorp.net/index.html
                • การออกแบบและสร้าง ระบบเซิร์ฟเวอร์
                  การออกแบบ และสร้างระบบเซิร์ฟเวอร์ ที่สามารถรองรับ ความต้องการการใช้งานทั้งหมดที่เข้ามา โดยที่ยังสามารถรักษามาตรฐานการให้บริการของระบบเซิร์ฟเวอร์ได้ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด



                  ขอบคุณรูปจาก http://th.w3support.net/index.php?db=so&id=1185272


                • การออกแบบและสร้าง โครงสร้างระบบซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม
                  การออกแบบและสร้างโครงสร้างของซอฟต์แวร์และอัลกอริทึ่ม ที่สามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้ทรัพยากรของระบบเซิร์ฟเวอร์ น้อยที่สุด




                • การออกแบบและสร้าง ซอฟต์แวร์ส่วนติดต่อผู้ใช้งานและกราฟฟิก
                  การออกแบบและสร้างซอฟต์แวร์ส่วนติดต่อผู้ใช้งานและกราฟฟิก ที่สนับสนุนให้ผู้ใช้งาน ใช้งานได้ง่าย และทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานระบบซอฟต์แวร์ ตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

                ผลิตภัณฑ์หนึ่ง ของบริษัท คือ ระบบบริการแฟกซ์อิเล็กทรอนิกส์ Sarapanfax.com ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 ซึ่ง ปัจจุบัน Sarapanfax.com เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการแฟกซ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ในประเทศไทย

                ปัจจุบัน กำลังขยายงาน และสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ อีก 2 ตัว ซึ่งจะสามารถ ออกให้บริการได้ ในช่วงปี 2012
                42  หมวดหมู่ทั่วไป / แจ้งปัญหาการใช้งาน / Re: สอบถาม package รับส่ง on: June 16, 2012, 11:00:52 am
                สามารถส่งต่อได้จนกว่ามุลค่าสะสมจะหมดครับ

                43  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / วิธีการ สมัครสมาชิก เพื่อขอใช้บริการ on: May 25, 2012, 12:10:04 am
                <a href="http://www.youtube.com/watch?v=Wd0FaYTA6Yg" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Wd0FaYTA6Yg</a>

                วิธีการสมัครสมาชิก www.sarapanfax.com เพื่อขอใช้บริการ
                มีขั้นตอนดังต่อไปนี้


                1. คลิก Register Now! เพื่อเข้าไปสู่แบบฟอร์มใบสมัครสมาชิก


                2. อ่าน ข้อบังคับ จากกระทู้ เราไม่ยินดี และ ไม่ยินยอม ให้มีใครก็ตาม ทำผิดกฏหมาย โดยใช้บริการทั้งรับ-ส่งแฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ตของเรา โปรดอ่านที่นี้ก่อนสมัครสมาชิก ให้เข้าใจ

                3. กรอกข้อมูลลงในช่องที่กำหนด ให้ครบ โดยเฉพาะ ช่องที่อยู่ด้านหลังตัวหนังสือสีแดง ถ้าไม่กรอกจะไม่สามารถสมัครได้
                *สำคัญมาก* ลูกค้าทุกท่านจำเป็นต้องกรอกรหัสตัวแทนขาย จึงจะมีสิทธิ์ขอทดลอง รับ - ส่ง แฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ตจากสารพันแฟกซ์ฟรี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
                กรณีที่ 1 ลูกค้าได้คลิก Link ที่มีการระบุ Sale Code ไว้ใน Link แล้ว กรณีนี้ ลูกค้าไม่ต้องกรอกอีก ทางเราจะแสดง Sale Code ของลูกค้าให้ ลูกค้าสามารถข้ามไปกรอกรายละเอียดอื่นๆ ได้ทันที ดังแสดงในรูปด้านล่างนี้


                กรณีที่ 2 ลูกค้าคลิกเข้ามาจากช่องทางอื่น ลูกค้าจำเป็นต้องกรอกเอง ซึ่งสามารถรหัสตัวแทนขาย (Sale Code) หาได้จากการ Serch www.google.com หรือ คลิกที่นี่
                ดังแสดงในรูปด้านล่าง




                Quote

                3.1 Username
                ให้กรอกเป็น ภาษาอังกฤษ เท่านั้น มีไว้ใช้ Sign In เพื่อเข้าสู่ระบบ เมื่อท่านต้องการส่ง และ/หรือ ตรวจสอบเอกสารแฟกซ์

                3.2 Password  
                ควรตั้งให้ยากต่อการคาดเดา มีเฉพาะตนเองเท่านั้นที่จำได้ มีไว้ใช้ Sign In เพื่อเข้าสู่ระบบ เมื่อท่านต้องการส่ง และ/หรือ ตรวจสอบเอกสารแฟกซ์

                3.3 Confirm Password
                กรอกให้เหมือนกันกับ Password

                3.4 ประเภทธุรกิจ
                เลือกประเภทธุรกิจที่ท่านประกอบกิจการอยู่ หากไม่มีในตัวเลือก ให้เลือกอื่นๆ

                3.5 ที่อยู่ เลขที่, ถนน
                กรอกชื่อที่อยู่ บ้านเลขที่ และถนน

                3.6 ตำบล, อำเภอ
                กรอกชื่อที่อยู่ตำบล และ อำเภอ

                3.7 จังหวัด
                เลือกจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่

                3.8 รหัสไปรษณีย์
                กรอกรหัสไปรษณีย์ตามที่อยู่ ที่ท่านอาศัยอยู่

                3.9 ชื่อผู้สมัคร
                กรอกชื่อของท่าน

                3.10 นามสกุล    
                กรอกนามสกุลของท่าน

                3.11 หมายเลขบัตรประชาชน
                กรอกหมายเลขบัตรประชาชนของท่าน ให้ครบ 13 หลักตรงตามบัตรประชาชนของท่าน ไม่เช่นนั้นระบบจะไม่ยอมให้ผ่าน
                ** กรณีระบบไม่ยอมให้ผ่านคือ กรอกเลขบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง (แก้ไขโดยการกรอกใหม่ให้ถูกต้อง)  หรือ
                    ได้มีเลขบัตรประชาชนอยู่ในระบบ (กรณีนี้ต้องส่ง e-mail หรือโทรมาแจ้ง admin)


                3.12 เบอร์โทรศัพท์  
                กรอกเบอร์โทรศัพท์ของท่าน

                3.13 เบอร์แฟกซ์
                กรอกเบอร์แฟกซ์ของท่าน หากไม่มีให้เว้นว่างไว้

                3.14 e-mail หลัก
                กรอก e-mail หลักที่ท่านต้องการให้เราส่งแฟกซ์ไปให้

                3.15 e-mail รอง  
                กรอก e-mail สำรอง ของท่าน (เราไม่ส่งแฟกซ์ไปที่ e-mail รอง)

                3.16 Security Code
                กรอกตัวเลขที่ตรงกับตัวเลขในรูปภาพ


                4. คลิกปุ่มสีเหลือง Submit Informarion

                5. จะมีข้อความที่ ให้ท่านไปตรวจสอบ e-mail หลักของท่าน หากไม่ใช้หน้าจอที่แสดงข้อความดังกล่าว แสดงว่าท่านยังสมัครไม่ผ่าน โดยหน้าจอจะบอกว่าท่านได้กรอกผิดที่ช่องไหน ให้ท่านไปกรอกใหม่ และตรวจสอบข้อมูลทุกช่องให้ครบ ก่อนจะคลิก Submit Information อีกครั้ง

                6. ใน e-mail จะแจ้งยินดีต้อนรับ และแสดง username และ password ของท่าน
                ให้ท่านคลิก link ที่แสดงใน e-mail เพื่อยืนยันตัวตนของท่าน


                7. เมื่อคลิก link ดังกล่าว จะกลับมาที่หน้าเว็บ sarapanfax อีกครั้ง จะแสดงว่าการสมัครเสร็จสมบูรณ์

                <a href="http://www.youtube.com/watch?v=TpeMJbvr3Ws" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=TpeMJbvr3Ws</a>

                44  หมวดหมู่ทั่วไป / ห้องพูดคุย ทั่วไป / ทำไมจึงเกิด เทคโนโลยี แฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ต on: April 28, 2012, 03:26:24 am
                จากบทความ "ทำไม การแฟกซ์ จึงจำเป็น และยังนิยมใช้กันมากอยู่ ในปัจจุบัน"

                ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ปัจจุบันเราสามารถส่งเอกสารผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเครื่องมือที่ชื่อ "อีเมล์" แต่
                การส่งเอกสารจากเครื่องแฟกซ์ ยังคงมีความต้องการอยู่มาก ใช้งานอยู่อย่างต่อเนื่อง อยู่ตลอดเวลา

                .....................................................

                ซึ่งโดยปกติ อัตราค่าบริการส่งแฟกซ์ ขึ้นอยู่กับอัตราค่าโทร ตามเครือข่ายโทรศัพท์ที่เครื่องแฟกซ์ใช้ต่ออยู่
                เช่น ครั้งละ 3 บาท ภายในพื้นที่เดียวกัน และ 6 - 9 บาทต่อนาที เมื่อโทรต่างจังหวัด ตามระยะทาง ความไกล ระหว่างเบอร์ต้นทางถึงปลายทาง

                ซึ่งโดยทั่วไป ส่ง 1 หน้า ใช้เวลาเฉลี่ย 2 นาที ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องจ่ายถึง 3 บาท ยิ่งถ้าส่งไปต่างจังหวัด อย่างต่ำต้องจ่าย 12 บาท เลยทีเดียว


                ขอบคุณรูปภาพจาก http://stopthecap.com/wp-content/uploads/2011/01/monlost.jpg

                ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าไฟที่ต้องจ่าย และค่าบำรุงสายอีกเดือนละ 100 บาท อีกด้วย ทำให้ในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการหลายคน จึงสิ้นเปลืองค่าส่งแฟกซ์
                แพงมาก


                .....................................................

                ปัจจุบัน ได้มีผู้สร้างและพัฒนา ให้สามารถรับ-ส่งแฟกซ์ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้ หนึ่งในนั้นคือ เรา
                sarapanfax.com จึงเป็นทางออกเพื่อช่วย ลดต้นทุน ในการแฟกซ์ได้อย่างมาก



                โดย เราคิดค่าบริการส่งแฟกซ์ เพียงครั้งละ 2 บาท ไม่จำกัดจำนวนหน้า อัตราเดียว แม้ว่าจะส่งไกลใกล้ ในกรุงเทพ หรือ ต่างจังหวัด (ภายในประเทศ)

                ทำให้ช่วยประหยัดได้มากถึง 30-90% อีกทั้ง ยังสามารถมีบริการให้ผู้ใช้ สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา อีกด้วย


                .....................................................

                Quote

                รูปภาพออกงาน Innomart 2007

                อ่านรีวิว ผู้เข้าชมงานเที่ยวงาน Innomart 2007 Review by Missbunchee.com
                45  หมวดหมู่ทั่วไป / ห้องพูดคุย ทั่วไป / ทำไม การแฟกซ์ จึงจำเป็น และยังนิยมใช้กันมากอยู่ ในปัจจุบัน on: April 28, 2012, 02:57:13 am
                นำมาจากบทความเรื่อง "เครื่องแฟกซ์ เทคโนโลยีที่ไม่ยอมตาย"

                Quote
                หากลองสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของผู้คนในสำนักงานทั่วโลก จะพบว่าแฟ็กซ์หรือโทรสารยังคงเป็นเครื่องมือที่ถูกเลือกใช้ในการส่งข้อมูลข่าวสาร ผิดกับที่มีการคาดการณ์ในอดีตว่า เครื่องแฟ็กซ์จะตายลงในไม่ช้าโดยมีอีเมลมาแทนที่

                     
                       จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารองค์กรรายหนึ่งถึงกรณีที่เครือข่ายธุรกิจของเขาต้องการส่งข่าวสารที่หวังให้เขาได้พิจารณาเป็นสิ่งแรกในตอนเช้าของวัน ท่ามกลางกองเอกสารข้อมูลที่ยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ใดๆ เขากล่าวว่า เครือข่ายธุรกิจเหล่านี้จะไม่ใช้อีเมลหรือเครื่องตอบรับโทรศัพท์ แต่จะเลือกใช้การส่งแฟ็กซ์แทน
                      
                       "สิ่งแรกที่ผมมองตอนเข้าออฟฟิศคือถาดเข้าของเครื่องแฟ็กซ์" ร็อดนีย์ เอ็ดดินส์ (Rodney Eddins) ผู้ดำเนินกิจการด้านการบัญชีมากว่า 10 ปี กล่าว "หากมีกระดาษอยู่ ผมจะรู้สึกว่าผมต้องอ่านมันก่อน" จากนั้นจึงถึงคิวเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องตอบรับโทรศัพท์
                      
                       ถึงกระนั้น เอ็ดดินส์ก็เหมือนคนทั่วไปที่ได้รับความไม่สะดวกจากการทำงานของเครื่องแฟ็กซ์ อย่างเช่นเอกสารแบบตอบรับที่ต้องการลายเซ็นรับรองที่ชัดเจน แต่กลับมีรอยขีดข่วนรบกวนมากมายจนทำให้เอกสารที่ได้รับจากเครื่องแฟ็กซ์นั้นใช้งานไม่ได้ "จะพูดว่าผมเกลียดเครื่องแฟ็กซ์ก็ได้" เขากล่าว "แต่มันจำเป็นสำหรับผม"
                      
                       คำทำนายผิดพลาด

                      

                       แม้โลกของสำนักงานปัจจุบันนี้จะเต็มไปด้วยข้อมูลดิจิตอล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพา และเครือข่ายไร้สาย ซึ่งไม่มีใครยกย่องเทคโนโลยีแฟ็กซ์ว่าเป็นเทคโนโลยีไร้เทียมทานเท่า "BlackBerry" แต่เครื่องแฟ็กซ์จะเป็นเทคโนโลยีเก่าแก่ร่วมสมัยที่ยังคงไม่หายไปไหน จะยังคงยืนหยัดในยุคของการลดการใช้กระดาษได้อย่างสง่างาม
                      
                       "ย้อนกลับไปในกลางยุคปี 90 เมื่ออีเมลเริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเต็มตัว ที่ปรึกษาค่าตัวสูงหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเครื่องแฟ็กซ์กำลังจะมาถึงกาลอวสาน" โจนาทาน บีส์ (Jonathan Bees) ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้สำนักงานของโคนิกา (Konica) ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารนิตยสารแบทเทอร์บายฟอร์บิสสิเนส (Better Buys for Business) กล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทม์ ถึงการที่ผลิตภัณฑ์ที่เขาได้เขียนบทความทดสอบผลิตภัณฑ์และทดลองใช้ในหลายวันมานี้กลับเป็นเครื่องแฟ็กซ์หลายรุ่นหลากยี่ห้อ
                      
                       "เครื่องแฟ็กซ์เหล่านี้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เร็วขึ้น ทำงานได้เงียบขึ้น และสามารถลดเส้นขีดข่วนรบกวนได้มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันจะยังไม่อวสานหายไปไหน"
                      
                       ในรายงานของนิวยอร์กไทม์ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วสถิติยอดขายเครื่องแฟ็กซ์ในสหรัฐฯอยู่ที่ 1.5 ล้านเครื่อง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องแฟ็กซ์สำหรับครัวเรือนและสำนักงาน ตามข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (Consumer Electronics Association) โดยกลุ่มผู้ผลิตประมาณการว่ามีการจำหน่ายเครื่องมัลติฟังก์ชันที่สามารถทำงานได้ทั้งแฟ็กซ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องสแกนในตัวมากกว่า 500,000 เครื่อง
                      
                       แม้ว่าปัจจุบันยอดขายเครื่องแฟ็กซ์ที่มีฟังก์ชันรับส่งแฟ็กซ์เพียงอย่างเดียวจะต่ำกว่าสถิติสูงสุดที่เคยทำได้ 3.6 ล้านเครื่องในปี 1997 แต่กลุ่มผู้ผลิตหลายรายระบุว่า หากมีการพิจารณารวมถึงยอดจำหน่ายเครื่องมัลติฟังก์ชันด้วยแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าดีมานด์ความต้องการนั้นเพิ่มขึ้น
                      
                       "เราเห็นการเพิ่มขึ้นของยอดขายเครื่องแฟ็กซ์มาตลอด 4 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา" พอล เฟาน์เทน (Paul Fountain) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของเอชพี (Hewlett-Packard) ประจำสำนักงานซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา
                      
                       ในปี 1994 เอชพีตัดสินใจทิ้งตลาดเครื่องแฟ็กซ์ไปเพราะความเชื่อในคำคาดการณ์เรื่องอวสานของเครื่องแฟ็กซ์จากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ซึ่งเฟาน์เทนกล่าวว่า "เรากลับมาอีกครั้งในปี 1998 เพราะเราเห็นกับตาตัวเองว่าเทคโนโลยีแฟ็กซ์ไม่ได้หายไปไหน"
                      
                       ข้อดีที่อีเมลต้องยอม


                     
                       เครื่องแฟ็กซ์ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในสำนักงานหรือโฮมออฟฟิศ แม้จะไม่ได้ถูกยกยอประสิทธิภาพในการทำงานในสำนักงานว่าสามารถสูสีกับเครื่องคอมพิวเตอร์ บิลล์ ยัง (Bill Young) ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารของบริษัท Strickland Group ในนิวยอร์กกล่าวว่า "เครื่องแฟ็กซ์มีฟังก์ชันการทำงานสำคัญที่เป็นต่ออีเมลบนเครื่องคอมพิวเตอร์" ซึ่งหนีไม่พ้นเอกสารที่ต้องการลายเซ็นต์รับรองเช่นโครงการทางธุรกิจ หรือใบสั่งยาที่ต้องการใบรับรองแพทย์
                      
                       กรณีใบรับรองแพทย์เป็นอีกกรณีหนึ่งที่สามารถถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาเรื่องของดีของเครื่องแฟ็กซ์ได้ชัดเจนที่สุด ผู้ใช้สามารถยื่นมันให้กับเภสัชกรในการสั่งซื้อยาแต่ละครั้งโดยไม่ต้องเสียเวลารับ-ส่งใบรับรองตัวจริงจากมือแพทย์ ซึ่งจะมีลายมือและลายเซ็นแพทย์เป็นตัวรับรองการจ่ายยาของเภสัชกร แถมแฟ็กซ์จะยังช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการจดข้อความที่ได้ฟังจากโทรศัพท์
                      
                       ส่วนดีอื่นๆของเครื่องแฟ็กซ์คือเรื่องความปลอดภัย "เครื่องแฟ็กซ์ทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าจะมีนักโจรกรรมข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้ประสงค์ร้ายมาขโมยรหัสผ่านเพื่อลักลอบอ่านอีเมลปลายทาง" ยังกล่าว "ตราบเท่าที่คุณแน่ใจว่ามีผู้รอรับแฟ็กซ์เพื่อเก็บเอกสารนั้นไว้แล้ว ในกรณีที่เป็นเอกสารสำคัญหรือเป็นความลับ"
                      
                       "junk fax" ตัวปัญหา
                      
                       ราคาที่ตกลงของเครื่องแฟ็กซ์กลับพลิกให้เครื่องแฟ็กซ์ได้รับความนิยม "เมื่อสิบปีที่แล้ว ราคาเครื่องแฟ็กซ์สูงถึง 200 เหรียญ (ประมาณ 8,000 บาท) ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานเป็นเครื่องแฟ็กซ์อย่างเดียว" เฟาน์เทนกล่าว "รุ่นที่มีประสิทธิภาพดีกว่ากลับวางขายในปัจจุบันเพียงราคา 45 เหรียญ (ประมาณ 1,800 บาท) อย่างเช่นรุ่น Fax 1050 ของเอชพี ที่เป็นได้ทั้งเครื่องแฟ็กซ์ เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องตอบรับโทรศัพท์ วางขายในราคา 100 เหรียญ (ราว 4,000 บาท)"
                      
                       ความนิยมที่เพิ่มกลายเป็นเหมือนเค้กก้อนใหญ่ดึงดูดนักการตลาดสติเสียเห็นแก่ตัวที่จงใจส่งแฟ็กซ์โฆษณาที่มักไม่มีใครต้องการ กลายเป็น "junk fax" ซึ่งมีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับ "junk mail" หรืออีเมลขยะ
                      
                       แฟ็กซ์ขยะเหล่านี้ส่งผลกระทบกับการทำงานของเครื่องแฟ็กซ์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการถ่วงเวลาในการรับข้อความที่ผู้ใช้ต้องการ และความเสียหายจากการใช้กระดาษอย่างสิ้นเปลือง


                     
                       "คนส่งแฟ็กซ์ขยะสามารถขโมยกระดาษมากมายจากผู้รับที่ไม่เคยต้องการโฆษณาเหล่านี้" ลอว์เรนซ์ มาร์กีย์ จูเนียร์ (Lawrence Markey Jr.) ทนายความขององค์กรสิทธิมนุษยชนในซานตาโมนิคา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เขาเริ่มทำคดีฟ้องร้องผู้ส่งแฟ็กซ์ขยะมาตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งเขายังคงทำคดีนี้มาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน

                ขอบคุณข้อมูลจาก
                -http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=2304
                46  หมวดหมู่ทั่วไป / ห้องพูดคุย ทั่วไป / ประวัติ การเกิดขึ้น ของการสื่อสารทางไกล ผ่านเครื่องโทรสาร ( Fax หรือ Facsimile) on: April 28, 2012, 02:37:47 am
                ขอย้อนเวลาไปเมื่อปี ค.ศ. 1843 - 1846 หรือ พ.ศ. 2383 - 2386
                นักประดิษฐ์ ช่างซ่อมนาฬิกา และวิศวกรชาวสก๊อตแลนด์ นามว่า Alexander Bain



                ได้สร้าง สิ่งประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการสร้างเอกสารทางไกล ที่เหมือนต้นฉบับได้ และตั้งชื่อสิ่งนั้นว่า Facsimile machine


                Bain's improved facsimile 1850

                ซึ่งตอนนั้นเอกสารมีคุณภาพแย่มาก และใช้เวลาผลิตเอกสารนานมาก

                จนกระทั้งได้มี นักฟิสิกส์ชาวอิตาลี นามว่า  Giovanni Caselli



                ได้พัฒนาและสร้าง Pantelegraph ขึ้นมา และเริ่มเปิดให้บริการธุรการ
                ส่งเอกสารทางไกล ระหว่างกรุงปารีส ถึง เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ขึ้นครั้งแรก



                Pantelegraph


                Caselli's pantelegraph mechanism

                ซึ่งภายหลัง มีผู้พัฒนาเทคโนโลยี การสื่อสารทางไกล ผ่านเครื่องโทรสาร เกิดขึ้นมากมาย ทำให้คุณภาพของเอกสารดีขึ้น และ
                ยังใช้เวลาในการส่งน้อยลงอย่างมาก

                ภายหลังการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีนี้ ช่วยแก้ปัญหาให้กับ ผู้คนมากมาย เพราะ ช่วยลดต้นทุนของผู้ส่งสาร และผู้รับสาร
                ได้เป็นอย่างมาก จึงมีผู้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้มากมายอย่างรวดเร็ว

                ขอบคุณข้อมูล และรูปภาพจาก จาก
                - http://en.wikipedia.org/wiki/Alexander_Bain_(inventor)
                - http://en.wikipedia.org/wiki/Pantelegraph
                - http://en.wikipedia.org/wiki/Facsimile
                - http://en.wikipedia.org/wiki/Giovanni_Caselli
                47  หมวดหมู่ทั่วไป / ข่าว ประกาศ จาก SarapanFax.com / ต้องการจ้าง freelance มาทำงานร่วมกับเรา ในระยะยาว on: April 25, 2012, 11:34:33 pm
                ต้องการจ้าง freelance ที่สามารถส่งงานได้ตามกำหนดเวลา มาทำงานร่วมกับเรา ในระยะยาว

                เราเป็นผู้ออกแบบและสร้างระบบบริการทางอินเตอร์เน็ต ที่เลือกสร้างการจัดการการกระจายงาน โดยการให้โอกาส freelance เข้ามารับผิดชอบเขียนโปรแกรมบางส่วน และต้องการทำงานกับ freelance ที่เลือกจ้างแล้ว ในระยะยาว

                งานที่กำลังสร้างในเวลานี้ คือ งานโปรแกรมสนับสนุนระบบสินค้าคงคลัง โดยใช้ โปรแกรม ภาษา PHP, MySQL, HTML, CSS, Javascript

                เราได้ทำการออกแบบโปรแกรมไว้แล้ว เป็น UML และ วาด Layout ฝั่งติดต่อผู้ใช้งานไว้ให้แล้ว

                freelance ที่สนใจจะทำงานร่วมกับเรา จึงจำเป็นต้อง เข้าใจ หรือ สนใจอยากเรียนรู้ การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP)

                ในกรณีที่เข้าใจแล้ว ก็สามารถร่วมงานได้ แต่ ในกรณีที่สนใจ อยากเรียนรู้ เรายินดีถ่ายทอดความรู้เรื่อง OOP ให้ freelance ที่เราเลือกจ้างแล้ว เพราะต้องการทำงานร่วมกันต่อในระยะยาว

                สนใจติดต่อ คุณพรอนันต์
                บริษัท บิสิเนส อินฟราสตรัคเจอร์ เทคโนโลยี จำกัด
                อีเมลล์ businessinfratech@gmail.com
                โทร. 081-4074720
                48  หมวดหมู่ทั่วไป / แจ้งปัญหาการใช้งาน / Re: ลูกค้าของท่านส่งแฟกซ์มาผิดเบอร์ on: April 21, 2012, 03:31:10 am
                ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ

                ทางเราจะย้ำลูกค้าเพิ่มเติม เป็นพิเศษครับ

                ขอบคุณที่แจ้งปัญหานะครับ
                49  หมวดหมู่ทั่วไป / วิธีการใช้งานเบื้องต้น (FAQ ) / ขั้นตอนการรับแฟกซ์ on: April 11, 2012, 04:31:57 am
                ขั้นตอนการรับแฟกซ์
                Receiving fax process.

                ในการรับแฟกซ์ จะมีเบอร์ส่วนกลางของระบบคือ 02-903-0080 และจะต้องมีเบอร์ต่อ 4 หลักประจำตัวของท่าน โดยท่านสามารถขอเบอร์ต่อสี่หลัก ได้โดยส่งอีเมล์ขอรับเบอร์ต่อมาได้ที่ admin@sarapanfax.com โดยแจ้ง Username ที่ใช้งาน มาค่ะ แล้วทางเราจะส่งหมายเลขเบอร์ต่อที่ว่าง กลับไปให้ท่านทางอีเมล์ค่ะ
                You must request 4 digit numbers,you will get its from email : admin@sarapanfax.com

                        เช่น นาย ก ต้องการส่งเอกสารผ่านทางแฟกซ์ให้กับท่าน ท่านก็ก็เพียงแจ้งเบอร์กลางของระบบสารพันแฟกซ์คือเบอร์ 02-903-0080 พร้อมกับเบอร์ต่อ 4 หลักประจำตัวของท่านเช่น 0000 ให้นาย ก ทราบ แฟกซ์ที่ส่งมาจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์ PDFและจะถูกส่งเข้าไปที่
                        i.e.  Mr. A wants to fax to you, He should call 029030080 and wait the sound that telling him to press your 4 digit number (i.e. 0000) , If he presses correctly, Fax had to sent to your Email and Fax Inbox following show this below.
                1. E-mailส่วนตัวของท่าน ที่ได้สมัครไว้กับเว็บ เช่นXXX@Hotmail.com, XXX@Gmail.com เป็นต้น ทำให้สามารถ รับแฟกซ์ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แม้ในสถานที่ ที่โทรศัพท์เข้าไม่ถึง
                Personal e-mail that registered with www.sarapanfax.com
                2. Fax Inbox ในเว็บสารพันแฟกซ์  (ล็อคอินเข้าระบบ แล้วคลิกที่ตรวจสอบกล่องเอกสารแฟกซ์(Inbox)   )
                Fax Inbox in www.sarapanfax.com ,You have to Sign In and check Inbox.

                วิธีตั้งค่าอีเมล์ กรณีแฟกซ์เข้าอินบ็อกซ์แต่ไม่เข้าอีเมล์
                How to set email which can't receive fax.
                อ่านได้จากที่นี่ค่ะ readHere


                50  หมวดหมู่ทั่วไป / โปรโมชั่น และ แพคเกจ / อัตราค่าบริการ รับ - ส่ง แฟกซ์ผ่านอินเตอร์เน็ต ของ sarapanfax.com on: April 11, 2012, 03:16:40 am

                Quote
                  1. แพคเกจ ส่ง แฟกซ์ อย่างเดียว
                  (หากชำระค่าบริการ จะได้รับมูลค่าสะสม เพื่อใช้ส่งแฟกซ์ครั้งละ 2 บาท พิเศษ 21.00 -05.00 น. ส่งครั้งละ 1.5 บาท)
                  • 1.1 แพคเกจ s1 =>Web to Fax 100 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 107  บาท
                    หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 100  บาท  ได้รับ มูลค่าสะสม 100  บาท
                        เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว จำนวนน้อยๆ ส่งได้กว่า50 ครั้ง
                  • 1.2 แพคเกจ s2 => Web to Fax 300 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 321  บาท
                    หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 300  บาท ได้รับ มูลค่าสะสม 320  บาท
                        เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว  จำนวนไม่มาก ไม่น้อย  หากเลือก แพคเกจนี้ รับฟรี 20 บาท
                        รวมส่งได้ทั้งหมดกว่า 160 ครั้ง
                  • 1.3 แพคเกจ s3  =>Web to Fax 500 : ชำระค่าบริการรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 535  บาท
                    หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 500  บาท ได้รับ มูลค่าสะสม 550  บาท
                        เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการส่งแฟกซ์อย่างเดียว จำนวนมาก หากเลือก แพคเกจนี้ รับฟรี 50 บาท
                         รวมส่งได้ทั้งหมดไกว่า 275 ครั้ง

                  Quote
                  2. แพคเกจ รับ แฟกซ์ อย่างเดียว
                  (หากชำระค่าบริการ จะได้รับ การต่ออายุ เบอร์รับแฟกซ์ ทำให้สามารถรับแฟกซ์ได้ ไม่จำกัดจำนวน)
                  Quote
                  • 2.1 แพคเกจ r1 => Fax to Email 6 Month : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 428 บาท
                    หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 400 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 6 เดือน
                        เหมาะสำหรับผู้ต้องการรับแฟกซ์ ไม่จำกัดจำนวน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
                  • 2.2 แพคเกจ r2 => Fax to Email 1 year : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 642 บาท
                    หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 600 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 1 ปี
                        เหมาะสำหรับผู้ต้องการรับแฟกซ์ ไม่จำกัดจำนวน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
                  หมายเหตุ ในกรณี เบอร์ต่อสวย จะ คิดค่าเบอร์ต่อ สวย  ถ้าไม่ใช้เลขในกลุ่มนี้ ไม่เสียค่าเบอร์ ไม่รวม กับ ค่าบริการใน Package
                  โดยการส่งอีเมล์ แจ้งความจำนง โดยระบุเบอร์ต่อที่ท่านต้องการ ที่ admin@sarapanfax.com หากเบอร์ต่อไม่มีเจ้าของ ทางเราจะแจ้งกลับไป
                  หากมีเจ้าของแล้วเราจะส่งเบอร์ต่อใกล้เคียง ไปให้ท่านเลือกอีกครั้ง ทดลองใช้  7  วัน ถ้าไม่ชำระ ค่าบริการ ระบบจะเก็บเบอร์คืน


                  Quote
                  1. ราคาเลขสวย  เบอร์ละ  300.-  ประกอบด้วยเลขดังนี้
                  -      เลขเหมือน 3 ตัว เช่น 1555 หรือ 5551
                  -      คู่เหมือน เช่น 1122 หรือ 1221
                  -      เลขเรียง 3 ตัว เช่น 1345 ,1678 เป็นต้น

                  2. ราคาเลขสวย เบอร์ละ  600.-  ประกอบด้วยเลขดังนี้
                  -      เลขเรียง 4 ตัว เช่น 1234 ,2345 เป็นต้น
                  -      เลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ 2 ตัว เช่น 1100 ,1200 เป็นต้น

                  3. ราคาเลขสวย เบอร์ละ  900.-  ประกอบด้วย เลขดังนี้
                  -          เลขเหมือน 4 ตัว เช่น 1111 ,2222 เป็นต้น
                  -          เลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์ 3 ตัว เช่น 1000 ,2000 เป็นต้น

                  Quote
                  3 แพคเกจทั้ง รับ - ส่ง แฟกซ์
                  (หากชำระค่าบริการ จะได้รับ ทั้ง มูลค่าสะสมเพื่อส่งแฟกซ์ และ การต่ออายุเบอร์รับแฟกซ์ ด้วย
                  หมายเหตุ กรณ๊ มูลค่าสะสมหมดก่อน อายุเบอร์รับแฟกซ์ หากต้องการส่ง สามารถชำระบริการแฟกซ์เกจส่งแฟกซ์ อย่างเดียว ได้
                               กรณี เบอร์ต่อหมดอายุ แต่มูลค่าสะสมยังไม่หมด ไม่สามารถใช้มูลค่าสะสมต่ออายุเบอร์ต่อ
                               กรณี ซื้อแพคเกจนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าสะสม จะต่ออายุเบอร์รับแฟกซ์ตามแพคเกจนั้นด้วยทันที)

                  Quote
                  • 3.1 แพคเกจ m1 => Internet Fax Account 6 Month : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 631 บาท หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 590 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์ 6 เดือน และ ได้รับมูลค่าสะสม 300 บาท
                        เพมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ทั้ง รับ และ ส่งแฟกซ์ หากซื้อแพคเกจนี้ จะถูกกว่า ชื้อแพคเกจแยก
                  • 3.2 แพคเกจ m2 =>  Internet Fax Account 1 year : ชำระค่าบริการรวมภาษ๊มูลค่าเพิ่ม 1,059 บาท หากไม่ต้องการใบกำกับภาษีชำระ 990 บาท เพื่อใช้บริการหมายเลข รับแฟกซ์1 ปีและ ได้รับมูลค่าสะสม 600 บาท
                         เพมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ทั้ง รับ และ ส่งแฟกซ์ หากซื้อแพคเกจนี้ จะถูกกว่า ชื้อแพคเกจแยก แพจเกจนี้ ถูกที่สุด

                    ** เราจะออกใบกำกับภาษีให้ได้ เมื่อโอนเงินรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่านั้น


                    Quote
                    เมื่อเลือกแพคเกจได้แล้ว กรุณาชำระเงิน >>อ่านวิธีชำระเงินที่นี้<<
                    แจ้ง ยืนยันการชำระเงิน ทางหน้าเว็บ >>คลิก<< ( อ่านวิธีการชำระเงิน >>คลิก<< )
                    ก็สามารถใช้งานได้ทันที
                    [/list][/list]

                    Pages: [1] 2
                    Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!